บีเวอร์

บีเวอร์ beaver วิศกรจิ๋ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

บีเวอร์ (beaver) เป็นสัตว์กินพืช และเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม แต่จัดอยู่หมวดสัตว์ฟันแทะอีกชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับหนูยักษ์
พวกมันมีอยู่ด้วยกันสองสายพันธุ์คือ พันธุ์ยูเรเชียน (Eurasian beaver ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Castor fiber)

กับพันธุ์อเมริกาเหนือ (North American beaver ชื่อทางวิทยาศาสตร์ก็คือ Castor Canadensis) ถึงแม้มันจะมีขนาดและรูปร่างหน้าตา
ที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้งสองสายพันธุ์ได้แยกขาดจากกันตั้งแต่เมื่อ 24,000 ปีที่แล้ว

พวกมันจึงไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ บีเวอร์มีขนาดตัวที่ใหญ่ ถ้าตัวโตเต็มวัยจะมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเด็กที่มีอายุประมาณ 8 ขวบเห็นจะได้
ตัวผู้สามารถมีน้ำหนักได้มากกว่า 25 กก. แต่ในส่วนของตัวเมียอาจมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ในช่วงอายุเท่ากัน

นอกจากนี้บีเวอร์ ยังมีอายุที่ยืนยาวได้ถึง 24 ปี พวกมันยังมีอีกสายพันธุ์หนึ่งในอดีตคือสายพันธุ์บีเวอร์ยักษ์
(Giant fifa beaver ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Castor ohioensis) แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน

บีเวอร์ในวัฒนธรรมของต่างประเทศนั้น มีความเกี่ยวข้องกับความขยัน ความหมั่นเพียรและทักษะในการก่อสร้าง
ในคำกริยาภาษาอังกฤษ beaver หมายถึงคนที่ทำงานหนักและทำงานอย่างต่อเนื่อง

บีเวอร์

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำบีเวอร์มาใช้เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน สถานศึกษาต่าง และการกีฬา เป็นต้น…

ค้างคาว

ค้างคาว เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดเดียวที่บินได้ !!!

ค้างคาว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับ Chiroptera และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดเดียวที่บินได้
ค้างคาวขนาดเล็กที่สุด คือ ค้างคาวคุณกิตติ

ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดด้วย มีลำตัวที่ยาวเพียงแค่ 29–34 มิลลิเมตร
เมื่อกางปีกออกมีความยาว 15 เซนติเมตร

และหนัก 2–2.9 กรัม ค้างคาวขนาดใหญ่ที่สุด คือ ค้างคาวในสกุล Pteropus และ Acerodon jubatus
ซึ่งหนักได้ถึง 1.6 กก. และมีความยาวตลอดปีกที่ 1.7 เมตร

ค้างคาวได้รับการจำแนกออกเป็นสองอันดับย่อยโดยดั้งเดิม ได้แก่ ค้างคาวกินผลไม้ที่เป็นส่วนใหญ่
และค้างคาวกินแมลงที่สามารถใช้เสียงสะท้อนระบุตำแหน่งที่ตั้งได้

แต่หลักฐานใหม่เมื่อไม่นานมานี้สนับสนุนการจำแนกอันดับออกเป็นอันดับย่อย Yinpterochiroptera และ
Yangochiroptera

โดยจัดค้างคาวผลไม้บางกลุ่มรวมกับค้างคาวกินแมลงหลายชนิดในอันดับย่อยแรก ค้างคาวจำนวนมากกินแมลง
และส่วนใหญ่ที่เหลือจะกินผลไม้

จะมีอยู่บางชนิดที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารแทนแมลง เช่น ค้างคาวแวมไพร์ที่กินเลือด เพราะส่วนใหญ่แล้วพวกมัน
เป็นสัตว์ที่ออกหากินในเฉพาะเวลาตอนกลางคืน

และส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ก็เกาะอาศัยอยู่ในถ้ำหรือที่พักอื่น สามารถพบได้ทั่วโลกยกเว้นในบางบริเวณที่หนาวจัด
ค้างคาวเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศในการผสมเกสรดอกไม้

และกระจายเมล็ดของดอกไม้ไปตามที่ต่าง ๆ พืชเขตร้อนจำนวนมากต้องพึ่งพาค้างคาวเหล่านี้ในการผสมเกสรและ
การกระจายเมล็ดมูลค้างคาวสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยขี้นกได้ แต่มันก็ยังเป็นพาหะธรรมชาติของจุลชีพก่อโรคหลายชนิด…

สัตว์กินพืช

sheep ประวัติ ความเป็นมา ของเจ้า ” แกะ “

แกะ เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง เป็น สัตว์กินพืช และหญ้าเป็นหลัก มีขนที่มีความหนาฟู เป็นสัตว์ที่ออกลูกเป็นตัวและเลี้ยงลูกด้วยนม
แกะบางพื้นที่กินดอกไม้และแมลงบางชนิดเป็นอาหาร

เช่น แกะภูเขา ส่วนใหญ่ มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ ที่มีอากาศหนาวเย็น
แถบภูเขาและพื้นที่ราบโล่ง เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย อเมริกาตอนกลาง และตอนใต้ของประเทศแคนาดา

โดยมีการกระจายอยู่ตลอดแถบประเทศในพื้นที่เขตหนาว ในโลกมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยมีตั้งแต่สายพันธุ์ดังเดิมจนถึง
สายใหม่ที่ถูกผสมพันธุ์โดยธรรมชาติ และสายพันธุ์ที่มนุษย์พัฒนาเพื่อเพิ่มคุณภาพของการใช้งานผลิตภัณฑ์ เช่น ขนสัตว์, เนื้อ, นม

ประเภทของแกะ
แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยแบ่งแยกตามกะโหลกศีรษะ มีอยู่เป็น 2 แบบ

1. กะโหลกแบบมีเขางอก เป็นแกะในจำพวกแกะภูเขา และแกะที่มีลักษณะขนสั้นแต่ใหญ่ เพื่อใช้ในการต่อสู้และป้องกันตัวตามธรรมชาติ
2. กะโหลกเล็กไม่มีเขางอก เป็นแกะบ้านเหมาะสำหรับการเลี้ยง เอาเนื้อ นม ขนไปใช้ มีหลากหลายพันธุ์ทั้งแบบขาวนวลและดำนวล
โดยภายหลังมีการผสมได้สายพันธุ์ใหม่ๆ อีกมากมาย…

kangaroo

จิงโจ้ Kangaroo สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

จิงโจ้ Kangaroo จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีกระเป๋าหน้าท้องในตัวเมียสำหรับขยายพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของลูกอ่อน
นับว่าเป็นสัตว์ประเภทที่มีขนาดใหญ่ และเป็นสัตว์ประจำท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย

จิงโจ้ แบ่งออกได้เป็นแหลกหลายประเภท ในหลายวงศ์, หลายสกุล แต่ทั้งหมดจัดอยู่ในอันดับ Macropodiformes หรือที่เรียกในชื่อสามัญว่า “แมคโครพอด”
Macropod ที่หมายถึง “ตีนใหญ่” แต่ทั้งหมดก็มีรูปร่างคล้ายกัน แต่โดยปกติแล้ว จิงโจ้จะหมายถึงแมคโครพอดที่อยู่ในสกุล Macropus คือ มีขาหลังที่ยาวแข็งแกร่ง
ทรงพลัง เพื่อใช้ในการกระโดด และมีส่วนหางที่แข็งแรง ใช้ในการทรงตัว และใช้ในการกระโดด

จิงโจ้มีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่มีลำตัวสูงแค่ 30-45 เซนติเมตร จนถึง 6 ฟุต น้ำหนักกว่า 1.5 ปอนด์ ลักษณะขางอเป็นรูป ตัว L กลับตัว มีเท้าแบบคน ทำให้ไม่มีกำลังขาในการแตะ
จากศัตรู และไม่สามารถเดินถอยหลังได้

ในเรื่องที่จิงโจ้ต้องมีขาหลังใช้ในการกระโดด เชื่อว่าเป็นผลมาจากการวิวัฒนาการหรือการกลายพันธุ์ให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตาม
สภาพภูมิอากาศของทวีปออสเตรเลีย อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า การกระโดดนั้นให้ผลในการเดินทางได้ดีกว่าวิ่งเหยาะ ๆ

การที่จิงโจ้กระโดดแต่ละครั้งนั้น จะเริ่มจากนิ้วตีน และได้รับแรงส่งจากกล้ามเนื้อน่องที่แข็งแรง เอ็นร้อยหวายก็ยืดอย่างเต็มที่ ขณะที่ส่วนหางก็ใช้ในการรักษาสมดุล

จิงโจ้นั้นวิวัฒนาการเมื่อกว่า 45 ล้านปีก่อนมาจากสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างคล้ายหนู ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังอาศัยอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย
เรียกว่า “จิงโจ้หนูวูยลีย์” แม้ไม่สามารถกระโดดได้ แต่ก็มีขาหลังที่ใหญ่ และสามารถนั่งพักบนหางตัวเองได้เหมือนเช่นจิงโจ้ในปัจจุบัน

ต่อมา 7 ล้านปีก่อน วอลลาบี หรือจิงโจ้แคระก็ได้กำเนิดขึ้นมา ซึ่งบางชนิดก็ได้วิวัฒนาการตัวเองให้เหมาะสมแก่การปีนป่ายอาศัยอยู่ตามโขดหินผาต่าง ๆ และ 5 ล้านปีต่อมา
จิงโจ้สีเทา นับเป็นจิงโจ้ชนิดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมา และ 1 ล้านปีต่อมา จิงโจ้แดง ซึ่งเป็นจิงโจ้และสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องชนิดที่ใหญ่ที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นมา…

หมาจิ้งจอกแดง

Red Fox หมาจิ้งจอกแดง

หมาจิ้งจอกแดง red fox ชื่อวิทยาศาสตร์ Vulpes vulpes จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อันดับสัตว์กินเนื้อ ซึ่งอยู่ในวงศ์สุนัข (Canidae) จัดได้ว่าเป็นหมาจิ้งจอกแท้ชนิดหนึ่ง

มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับหมาทั่วไปแต่มีขนาดเล็กกว่า ขนตามลำตัว มีสีเทาแดงหรือสีน้ำตาลแดง บางตัวอาจมีสีน้ำตาลส้ม สีขนบริเวณปลายหูและขามีสีดำ สีขนอาจมีเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ
กล่าวคือ สีขนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในช่วงที่มีอากาศมีความชื้นสูง พบทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปยุโรป, ตะวันออกกลาง, ปากีสถาน ภาคเหนือของอินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, ภาคเหนือของพม่า, จีน, ภาคเหนือของลาวและเวียดนาม

หมาจิ้งจอกแดง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่หลากหลายได้ นอกจากนี้จากการศึกษานานกว่า 40 ปี ของนักวิจัยพบว่า หมาจิ้งจอกแดงสามารถส่งเสียงร้องได้หลากหลายมากถึง 40 เสียง สำหรับการสื่อสารกันเอง, การหาคู่ หรือการสื่อสารกันเฉพาะในฝูงหรือครอบครัว

หมาจิ้งจอกแดง นับเป็นหมาจิ้งจอกชนิดที่มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางที่สุด และนับเป็นต้นแบบของหมาจิ้งจอกทั้งหมด
ดังนั้น จึงปรากฏในวัฒนธรรมและความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ มาแต่โบราณ โดยชาวตะวันตก หมาจิ้งจอกจะเป็นสัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์ และปรากฏในนิทานพื้นบ้าน และนิทานอีสปหลายเรื่อง อาทิ องุ่นเปรี้ยว, หมาหางด้วน และหมาจิ้งจอกกับสิงโต เป็นต้น สำหรับชาวเอเชียตะวันออก เช่น ชาวจีน หรือชาวญี่ปุ่น เชื่อว่า หมาจิ้งจอกแดงสามารถแปลงร่างเป็นปีศาจเพื่อหลอกลวงมนุษย์ได้ เช่น ปีศาจจิ้งจอก, ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นต้น
ขณะเดียวกันในศาสนาชินโตก็เชื่อว่า หมาจิ้งจอกแดงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าอินะริ ที่ถูกมอบหมายให้ลงมาบนโลกมนุษย์ เพื่อดลบันดาลให้เกิดความอุมสมบูรณ์ขึ้น ที่หน้าศาลเจ้าฟุชิมิ อินะริ ที่จังหวัดเกียวโต จึงมีรูปปั้นหมาจิ้งจอกแดงประดับอยู่ เสมือนเป็นยามหรือทวารบาลรักษาทางเข้า
โดยบางตัวจะคาบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสาสน์ อันหมายถึง เป็นตัวแทนหรือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า หรือบางตัวคาบรวงข้าว หมายถึง การเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์

 

แหล่งที่มา    wikipedia