Balinese

Balinese บาลีนิส แมวตาสีฟ้า

บาลีนิส Balinese เป็นแมวขนาดกลางๆ แต่มีตำตัวยาวลาย และมีรูปร่างที่เพรียวๆแบบมีกระดูกบางแต่ไม่ได้เปราะหักง่าย

ศรีษะของจาวานีสทรงสามเหลี่ยมและหูกางห่างกันเพื่อเน้นทรงทรงสามเหลี่ยมนี้ ดวงตาสีฟ้าเข้ม ทรงรี พร้อมสีแด่นที่หน้าตา
หูและหน้าที่ทำให้สายพันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษ

บาลีนิสเป็นแมวที่ มีนิสียกระตือรือล้น มีเสียงที่ไพเราะจากบรรพบุรุษแมวพันธุ์สยามมิส ควรจัดเตรียมที่ปีนป่ายและที่นอนที่สูงที่จำเป็นสำหรับพวกเขา
ซึ่งหากไม่ได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้ จาวานีสจะจัดเตรียมที่นอนเองเนื่องจากหุ่นที่เพรียวของเขาเต็มไปด้วยพลังกำลังของนักกระโดด
เราอาจจะพบว่าเขาสามารถกระโดดโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักขึ้นไปบนหลังตู้เย็น ชั้นหนังสือ หรือแม้กระทั่งประตู

เขามีชีวิตชีวาและยังคงน่ารัก เขาสามารถนั่งเงียบข้างผู้ดูแล นอนเกลือกกลิ้งหรือว่าให้ลูบคลำได้ มันจึงเป็นคู่หูที่ดีดูดีมีเสน่ห์

แมวพันธุ์สยามมิส บาลีนิส เป็นที่นิยมเสมอมา ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผู้พัฒนาสายพันธุ์สยามมิส บาลีนิส ในสหรัฐอเมริกาพบแมวที่มีขนปุกปุยมากกว่า
ที่แมวพันธุ์สยามมิสควรจะเป็น เขารู้ว่าไม่มีสายพันธุ์อื่นในการพัฒนาสายพันธุ์ครั้งนี้แต่ก็เกิดมีแมวทีมีขนยาวกว่ามาตรฐานตัวนี้เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าแมวเหล่านี้จะสวยงามแต่แมวเหล่านี้ก็ถูกนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่าเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์

อย่างไรก็ตามนักพัฒนาสายพันธุ์สองคนชื่อว่า Helen Smith จากนิวยอร์ก and Marion Dorsey จากแคลิฟอร์เนีย รู้สึกชื่นชอบในแมวพันธุ์สยามมิส
ขนยาวนี้ และรู้สึกว่าควรจะพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป เมื่อแมวขนยาวนี้ผสมพันธุ์กัน พวกเขาตั้งใจที่จะแยกสายพันธุ์นี้ออกมาและเริ่มที่จะวางแมวชนิดนี้
เป็นสายพันธุ์ร่วมกับนักพัฒนาสายพันธุ์อื่นๆที่คิดเช่นเดียวกัน

ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าจะใช้สายพันธุ์ว่าสยามมิสขนยาว Longhair Siamese แต่ได้รับการปฏิเสธจากนักพัฒนาสายพันธุ์สยามมิส
จึงนำท่าทางการเดินที่ทำให้คิดถึงการร่ายรำในวัดของชาวบาหลีมาใช้เป็นชื่อสายพันธุ์ว่าบาลีนิส Balinese…

นกยูงไทย

ประวัติ นกยูง ราชินีแห่งนก

นกยูงไทย Green peafowl นกขนาดใหญ่ตระกูลไก่ฟ้า ทีมีหางสวยงาม และปลายหางจะมีแผ่นขนแบนๆ เป็นวงกลมหรือที่เรียกว่าแววมยุราไว้ใช้สำหรับรำแพนเกี้ยวตัวเมีย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักได้ชื่นชมความงดงามของนกยูงในสวนสัตว์ และน้อยคนนักที่จะทราบว่านกยูงในไทยมีกี่ชนิด

นกยูงในเมืองไทยบ้านเรา มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ นกยูงเขียวหรือนกยูงไทย และนกยูงฟ้าหรือนกยูงอินเดีย แต่มีเพียงนกยูงเขียวหรือนกยูงไทยเท่านั้น ที่สามารถพบได้ในป่าธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งแพร่กระจายในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย

นกยูงเขียวหรือนกยูงไทย ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีขนหงอนเป็นพู่ชี้ตรงอยู่บนหัวมีสีเขียวเหลือบ นกยูงเพศผู้จะมีขนบริเวณหัวและคอเป็นขนสั้นๆ เหลือบสีเขียวแกมน้ำเงิน สีของผิวหนังบริเวณหน้าของนกยูงไทยทั้งสองข้างจะมีสีฟ้าและมีสีดำคาดบริเวณตา บริเวณแก้มมีสีเหลือง ขนคอและบริเวณหน้าอกและขนส่วนบนของหลัง มีปลายขนลักษณะป้านกลม ตรงกลางขนเหลือบ สีน้ำเงินแก่ล้อมรอบด้วยสีเขียวและสีทองแดง ตรงขอบของกลุ่มขนปีกในเพศผู้มีขอบเหลืองเขียวแกมดำมองดูคล้ายเกล็ดปลา หลังเป็นขนสีเหลือบเขียวตรงกลางเป็นสีทองแดงแกมดำ นกยูงเพศเมียมีขนาดเล็กกว่า สีขนโดยทั่วไปไม่สดใสเท่าเพศผู้และมีเดือยสั้นกว่าเดือยของเพศผู้มาก นอกจากนั้นบริเวณขนต่างๆ ของเพศเมียมักมีสีน้ำตาล ดำหรือสีน้ำตาลแดงแทรกเป็นคลื่น จึงมองเห็นเป็นลายคลื่นทั่วทั้งลำตัว

ส่วนทางด้านนกยูงอินเดียจะเป็นนกยูงที่มีขนาดเล็กกว่านกยูงเขียวหรือนกยูงไทยเล็กน้อย ขนหงอนจะมีลักษณะเป็นรูปพัด สีของผิวหนังบริเวณหน้าจะมีสีขาว และมีสีดำคาดบริเวณตา ขนบริเวณคอและอกมีสีน้ำเงิน ขนบริเวณปีกเป็นลายสีขาวสลับกับสีดำ ขนตามลำตัวจะมีสีเขียวอมน้ำเงิน ด้านหลังเป็นเกล็ดคล้ายใบไม้ ในเพศเมียนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนตามลำตัวเป็นสีน้ำตาล ขนคอและหลังจะมีสีอ่อนกว่าเพศผู้

นกยูงไทยเป็นนกที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ พวกเมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ยืนต้น ธัญพืช ผลไม้สุกที่หล่นจากต้น ยอดอ่อนของหญ้า แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาด เล็ก หากินตามพื้นดินเช่นเดียวกันกับไก่ฟ้าและไก่ป่า และในขณะเดียวกันนกยูงก็ตัวช่วยในการกระจายพันธุ์พืชไปด้วย

ส่วนใหญ่นกยูงอาศัยอยู่ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้วยความที่นกยูงตัวใหญ่และมีขนยาวสวยงาม เลยตกเป็นเป้าหมายในการล่า เพื่อนำมาเลี้ยง เอาหางไปทำเครื่องประดับ อีกทั้งป่าแบบที่นกยูงชอบอยู่ก็ถูกบุกรุกทำลายจนเหลือน้อยเต็มที นกยูงไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งของประเทศไทย

กวางเรนเดียร์

ประวัติ กวางเรนเดียร์ reindeer

กวางเรนเดียร์ หรือ กวางแคริบู reindeer, caribou หรือชื่อในวิทยาศาสตร์เรียกว่า Rangifer tarandus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่จำพวกกวาง
จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Rangifer ที่ยังสืบเผ่าพันธุ์

มีนิสัยที่ค่อนข้างดุร้าย มีลักษณะคล้ายคลึงกับกวางเอลก์ จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดของแคนาเดียนทุนดรา ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 60–170 กิโลกรัม
ส่วนสูงประมาณ 162– 205 เซนติเมตร ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่า มีน้ำหนักประมาณ 100–318 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 180–214 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 14– 20 เซนติเมตร
ตัวผู้ที่มีอายุมากจะผลิเขาในเดือนธันวาคม ตัวผู้ที่อายุน้อยจะผลิเขาในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนตัวเมียจะผลิเขาในฤดูร้อน เขาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เขาที่อยู่สูงกว่า และเขาที่อยู่ต่ำกว่า
เขากวางเรนเดียร์ตัวผู้ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกวางมูส คือ กว้างประมาณ 100 เซนติเมตร ยาวประมาณ 135 เซนติเมตร ถือเป็นกวางที่มีขนาดเขาใหญ่ที่สุดในโลก
ขนตามลำตัวยามปกติจะมีสีน้ำตาล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ขนจะเปลี่ยนไปเป็นสีอ่อนขึ้น หรือสีขาว

กวางเรนเดียร์ มีกีบเท้าที่แยกออกเป็น 2 ง่ามที่ชัดเจน ใช้สำหรับว่ายน้ำ โดยว่ายได้เร็วถึง 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อเดินกระดูกตรงข้อเท้าและเส้นเอ็นจะทำให้เกิดเสียงไปตลอด
สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อติดต่อกับระหว่างฝูงในยามที่อยู่ในที่ ๆ ภาวะวิสัยมองเห็นไม่ชัด เช่น ยามเมื่อหิมะตกหนัก เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นรังสีอัลตราไวโอเลตได้

พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่กรีนแลนด์, อเมริกาเหนือแถบแคนาดาและอลาสกา, สแกนดิเนเวีย จนถึงเอเชียตอนบน เช่น จีน, ไซบีเรีย และมองโกเลียใน สันนิษฐานว่า
กวางเรนเดียร์ที่กระจายพันธุ์ในจีนอพยพมาจากไซบีเรียเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าประชากรของกวางเรนเดียร์ในจีนลดลงถึงร้อยละ 28 จาก ปี ค.ศ. 1970
เนื่องจากถูกแยกออกเป็นฝูงเล็ก ๆ ทำให้มีตัวเลือกน้อยในการผสมพันธุ์และแพร่ขยายพันธุ์ ในปี ค.ศ. 2012 พบกวางเรนเดียร์ในจีนเหลืออยู่เพียง 33 ฝูงเท่านั้น
โดยจำนวนประชากรกวางเรนเดียร์ที่พบในธรรมชาติมากที่สุดในโลกพบที่คาบสมุทรไครเมียในรัสเซีย และจำนวนที่เหลืออยู่ประมาณ 600,000 ตัว โดยลดฮวบจากในอดีตอย่างมาก
สาเหตุหลักเกิดจากอุณหภูมิที่ถิ่นที่อยู่อาศัยร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส, การคุกคามจากมนุษย์, ไฟป่า รวมถึงโรคระบาดจากยุง

kangaroo

จิงโจ้ Kangaroo สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

จิงโจ้ Kangaroo จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีกระเป๋าหน้าท้องในตัวเมียสำหรับขยายพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของลูกอ่อน
นับว่าเป็นสัตว์ประเภทที่มีขนาดใหญ่ และเป็นสัตว์ประจำท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย

จิงโจ้ แบ่งออกได้เป็นแหลกหลายประเภท ในหลายวงศ์, หลายสกุล แต่ทั้งหมดจัดอยู่ในอันดับ Macropodiformes หรือที่เรียกในชื่อสามัญว่า “แมคโครพอด”
Macropod ที่หมายถึง “ตีนใหญ่” แต่ทั้งหมดก็มีรูปร่างคล้ายกัน แต่โดยปกติแล้ว จิงโจ้จะหมายถึงแมคโครพอดที่อยู่ในสกุล Macropus คือ มีขาหลังที่ยาวแข็งแกร่ง
ทรงพลัง เพื่อใช้ในการกระโดด และมีส่วนหางที่แข็งแรง ใช้ในการทรงตัว และใช้ในการกระโดด

จิงโจ้มีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่มีลำตัวสูงแค่ 30-45 เซนติเมตร จนถึง 6 ฟุต น้ำหนักกว่า 1.5 ปอนด์ ลักษณะขางอเป็นรูป ตัว L กลับตัว มีเท้าแบบคน ทำให้ไม่มีกำลังขาในการแตะ
จากศัตรู และไม่สามารถเดินถอยหลังได้

ในเรื่องที่จิงโจ้ต้องมีขาหลังใช้ในการกระโดด เชื่อว่าเป็นผลมาจากการวิวัฒนาการหรือการกลายพันธุ์ให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตาม
สภาพภูมิอากาศของทวีปออสเตรเลีย อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า การกระโดดนั้นให้ผลในการเดินทางได้ดีกว่าวิ่งเหยาะ ๆ

การที่จิงโจ้กระโดดแต่ละครั้งนั้น จะเริ่มจากนิ้วตีน และได้รับแรงส่งจากกล้ามเนื้อน่องที่แข็งแรง เอ็นร้อยหวายก็ยืดอย่างเต็มที่ ขณะที่ส่วนหางก็ใช้ในการรักษาสมดุล

จิงโจ้นั้นวิวัฒนาการเมื่อกว่า 45 ล้านปีก่อนมาจากสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างคล้ายหนู ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังอาศัยอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย
เรียกว่า “จิงโจ้หนูวูยลีย์” แม้ไม่สามารถกระโดดได้ แต่ก็มีขาหลังที่ใหญ่ และสามารถนั่งพักบนหางตัวเองได้เหมือนเช่นจิงโจ้ในปัจจุบัน

ต่อมา 7 ล้านปีก่อน วอลลาบี หรือจิงโจ้แคระก็ได้กำเนิดขึ้นมา ซึ่งบางชนิดก็ได้วิวัฒนาการตัวเองให้เหมาะสมแก่การปีนป่ายอาศัยอยู่ตามโขดหินผาต่าง ๆ และ 5 ล้านปีต่อมา
จิงโจ้สีเทา นับเป็นจิงโจ้ชนิดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมา และ 1 ล้านปีต่อมา จิงโจ้แดง ซึ่งเป็นจิงโจ้และสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องชนิดที่ใหญ่ที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นมา…

ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ค้างคาว

 

 

ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในอันดับ Chiroptera เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวที่บินได้จริงและต่อเนื่องด้วยขาหน้าที่ปรับตัวกลายเป็นปีก ค้างคาวบินได้คล่องตัวกว่านก เนื่องด้วยขาที่ยื่นยาวออกมาและคลุมไปด้วยเยื่อบุผิวบาง ๆ หรือพาทาเจียม ค้างคาวขนาดเล็กที่สุด คือ ค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กที่สุดด้วย ลำตัวยาว 29–34 มิลลิเมตร เมื่อกางปีกออกมีความยาว 15 เซนติเมตร และหนัก 2–2.9 กรัม ค้างคาวขนาดใหญ่ที่สุด คือ ค้างคาวในสกุล Pteropus และ Acerodon jubatus ซึ่งหนักได้ถึง 1.6 กิโลกรัม และมีความยาวตลอดปีกที่ 1.7 เมตร

 

ค้างคาวเป็นอันดับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากอันดับสัตว์ฟันแทะ ค้าวคาวคิดเป็น 20 % ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั้งหมด โดยมีชนิดมากกว่า 1,200 ชนิด ค้างคาวได้รับการจำแนกออกเป็นสองอันดับย่อยโดยดั้งเดิม ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ที่เป็นส่วนใหญ่ และค้างคาวกินแมลงที่สามารถใช้เสียงสะท้อนระบุตำแหน่งที่ตั้งได้ แต่หลักฐานใหม่เมื่อไม่นานมานี้สนับสนุนการจำแนกอันดับออกเป็นอันดับย่อย Yinpterochiroptera และ Yangochiroptera โดยจัดค้างคาวผลไม้บางกลุ่มรวมกับค้างคาวกินแมลงหลายชนิดในอันดับย่อยแรก ค้างคาวจำนวนมากบริโภคแมลง และส่วนใหญ่ของค้างคาวที่เหลือบริโภคผลไม้ มีค้างคาว

บางชนิดที่บริโภคสัตว์อื่นเป็นอาหารแทนแมลง เช่น ค้างคาวแวมไพร์ที่บริโภคเลือด ค้างคาวส่วนใหญ่เป็นสัตว์ออกหากินตอนกลางคืน และส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ก็เกาะอาศัยอยู่ในถ้ำหรือที่พักอื่น ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าค้างคาวมีพฤติกรรมเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงจากผู้ล่าเหยื่อ ค้างคาวพบได้ทั่วโลกยกเว้นในบางบริเวณที่หนาวจัด ค้างคาวเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศในการผสมเกสรดอกไม้และกระจายเมล็ดของดอกไม้ไปตามที่ต่าง ๆ พืชเขตร้อนจำนวนมากต้องพึ่งพาค้างคาวเหล่านี้ในการผสมเกสรและการกระจายเมล็ด

ค้างคาวให้ประโยชน์บางอย่างแก่มนุษย์ แต่แลกมากับภัยคุกคามบางอย่าง มูลค้างคาวสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยขี้นกได้ ค้างคาวยังบริโภคแมลงศัตรูพืช ลดความต้องการในสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ บางครั้งค้างคาวก็มีจำนวนมากพอที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และใช้บริโภคเป็นอาหารในทวีปเอเชียและขอบแปซิฟิก ค้างคาวยังเป็นพาหะธรรมชาติของจุลชีพก่อโรคหลายชนิด เช่น โรคพิษสุนัขบ้า และเนื่องจากค้างคาวเคลื่อนไหวได้ง่ายมาก ชอบสมาคม และมีอายุยืน ค้างคาวจึงแพร่โรคได้อย่างรวดเร็ว ในวัฒนธรรมจำนวนมาก ค้างคาวมักมีความเกี่ยวข้องกับความมืด ความประสงค์ร้าย เวทมนตร์ แวมไพร์ และความตาย

แหล่งที่มา th.wikipedia

กูปรี

กูปรี

 

กูปรี จัดอยู่ในพวกวัวป่าแท้ สกุลเดียวกับวัวแดง และกระทิง ด้วยมีลักษณะเหมือนกันคือ ตัวโต โคนขาใหญ่ ปลายขาเรียว หางยาว ปลายหางเป็นพู่ขน ไม่มีต่อมเปิดระหว่างกีบนิ้ว

ใต้ตา และระหว่างขาหนีบขาหลัง มีเขา 2 ข้างบนหัวทั้งตัวผู้ตัวเมีย เป็นเขากลวงแบบ “Horns” ขนาดเท่าๆกัน โคนเขาใหญ่ ปลายเขาเรียวแหลม ไม่มีการแตกกิ่งเขา เปลือกนอกเป็นปลอกเขาแข็งสวมทับ

แกนกระดูกเขาที่งอกติดอยู่กับกระโหลกเป็นเขาถาวรมีเพียงชุดเดียว ตลอดชีวิต ไม่มีการผลัดเขาใหม่อย่างเขาของสัตว์จำพวกกวาง ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่ช่วงหน้าแข้งลงไปถึงปลายกีบนิ้วเป็นสีขาวคล้ายสวมถุงเท้าขาว
ลักษณะใบหน้า ใบหน้าเรียบแบบวัวบ้าน มีดั้งจมูกบานใหญ่ มีรอยเป็นบั้งๆ ตามขวาง รูจมูกเป็นรูปเสี้ยววงเดือน ใบหูแคบสั้น ไม่มีสันกระบังที่หน้าผาก

ลักษณะเขา เป็นเขาที่งอกติดกับหัวกระโหลก อยู่ถาวรไม่มีการผลัดเขาใหม่ เขาตัวเมียสั้นและเรียวบางกว่าตัวผู้ วงเขาตีออกเป็นวงแคบๆ

ลาดมาทางด้านหน้า แล้วบิดเวียนชี้ขึ้นคล้ายเป็นวงเกลียว กรูปีตัวผู้หากอายุประมาณ 4 ปี ปลายเขาจะเริ่มแตกตรงปลาย เปลือกเขาชั้นนอกแตกเป็นพู่ อาจมีความยาวได้มากถึง 20 ซม. ปลายเขาตัวเมียจะไม่แตก
ลักษณะเหนียงคอเหนียงคอกู-ปรีเป็นแผ่นหนังห้อยยานอยู่ใต้คอ โดยเฉพาะกู-ปรีที่มีอายุมากๆเหนียงคอจะยาวเกือบติดพื้นดิน ใช้โบกแกว่งไประบายความร้อนได้ ลักษณะขา

กู-ปรีมีขาทั้ง 4 ข้าง ตั้งแต่ช่วงหน้าแข้งลงไปถึงปลายกีบนิ้ว เป็นขนสีขาวตัดกับสีขนลำตัวด้านบน ที่เป็นสีดำหรือเทา คล้ายกู-ปรีสวมถุงเท้า
ลักษณะหาง กู-ปรีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัวป่าที่มีหางยาวที่สุด ยาวประมาน 1-1.1 เมตร ปลายหางมีพู่ขนดกหน้าสีน้ำตาลเข้ม…

แมวรัสเซี่ยนบลู

Russian Blue รัสเซี่ยนบลู

แมวรัสเซี่ยนบลู หรือ แมวรัสเซียสีฟ้า Russian Blue เป็นชื่อแมวพันทางพันธุ์หนึ่ง ที่ลำตัวปกคลุมด้วยสีฟ้าเจือเงินเป็นแมวน่ารัก
สุภาพเรียบร้อย เงียบ รักสะอาด ขี้เล่น แสนจะขี้อาย มันมีความฉลาดหลักแหลม เช่น สามารถเปิดประตูบ้านได้ด้วยตนเอง เข้ากันได้ดีกับเด็กๆ และสัตว์อื่นๆ
และเจ้ารัสเซี่ยนบลูยังมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนแมวพันธุ์อื่นๆ คือขนของมันสั้นและหนาแน่น ขนสีฟ้าซึ่งก็คือสีเทาอ่อนเป็นลักษณะเด่นที่แมวพันธุ์นี้มี

และยังมีเพียงสีนี้สีเดียวเท่านั้น แต่ด้วยความที่ รัสเซียน บลู เป็นแมวที่มีขนสองชั้น ดูเผิน ๆ คล้ายขนของตัวบีเวอร์ ในระยะแรกจึงเป็นที่รู้จักกันในฐานะแมวทูต
หรือ Foreign Blue ความสัมพันธ์ระหว่างราเชินบลูกับมนุษย์นั้น ในทางประวัติศาสตร์มีทั้งประเภทอยู่ร่วมกันสันติ และถูกมนุษย์ล่าอย่างหนักเพื่อเอาขนไปทำเสื้อคลุม

ถิ่นกำเนิดเดิมของ แมวรัสเซี่ยน บลู อยู่ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย โดย แมวรัสเซี่ยนบลู ตัวแรกที่ถูกนำมาอังกฤษ เป็นของที่พระเจ้าซาร์องค์หนึ่งประทานให้แก่นักการเมืองชาวอังกฤษ
และมีบางตำนานที่กล่าวว่า ชาวกลาสีเรือรัสเซียเอาแมวชนิดนี้มา แลกกับขาแกะขาหนึ่ง กับเจ้าของอู่เรือในปี ค.ศ. 1860
จนกระทั่งได้กลายเป็นแมวชั้นสูง และเป็นแมวที่นิยมชมชอบมากของราชินี Victoria แต่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงต้นกำเนิดของแมวพันธุ์ Russian Blue อย่างแน่ชัดนัก

ตามหลักฐานอ้างอิงระบุว่า แมวพันธุ์นี้ปรากฎตัวสู่งานประกวดแมวเป็นครั้งแรกที่เมือง Crystal Palace ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1875 ในฐานะแมวทูต
ในตอนแรก Russian Blue ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทแมวสี Blue จนยังไม่ทันถึงปี ค.ศ. 1912 Russian Blue ก็ได้รับการรับรองสายพันธุ์ด้วยตัวของมันเอง
จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักผสมพันธุ์ชาวอังกฤษและสแกนดิเนเวียได้ทำการปรับปรุงสายพันธุ์ของ Russian Blue ให้ดียิ่งขึ้น

และต่อมา แมวพันธุ์นี้ถูกนำเข้าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 แต่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์น้อยมาก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
นักผสมพันธุ์ชาวอเมริกาได้ทำการผสมแมวอังกฤษกับแมวสีเงินที่มีตาสีเขียว จนกลายเป็น Russian Blue อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1960
แมวพันธุ์นี้ก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในฐานะแมวบ้านและแมวประกวด

สำหรับลักษณะประจำสายพันธุ์ แมวรัสเซียน บลู นั้น เป็นแมวตัวใหญ่ ดวงตากลมโตรูปกลม (Round) สีเขียวสุกใส ศีรษะแบนกว้างคล้ายงู
รูปร่างป้อมกลม ล่ำสัน หูได้รูปกับศีรษะ ลำตัวยาวเรียว ขนสั้นอ่อนนุ่มสีเทาเงินล้วนเป็นเงางามอ่อนนุ่มทั่วตัว ปราศจากรอยด่างพร้อย
ลักษณะศีรษะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งขึ้น ขนขึ้นปกคลุมบริเวณคอมีความอ่อนนุ่มลักษณะคล้ายเส้นไหม และลำตัวค่อนข้างยาว

Minirex

Minirex มินิเร็กซ์ สายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA

มินิเร็กซ์ Minirex เป็นสายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA เมื่อปี 1988
กระต่าย สายพันธุ์ มินิเร็กซ์ ที่มีโครงสร้างสมดุลและได้สัดส่วน ร่างกายของมันเล็ก กะทัดรัด
มีความกว้างสมดุลกับความยาว ช่วงไหล่ ลำตัว และบั้นท้าย

มินิเร็กซ์ เป็นกระต่ายขนาดเล็ก ขนนุ่มเหมือนกำมะหยี่ เป็นกระต่ายที่อารมณ์ดี เหมาะแก่การเป็นสัตว์เลี้ยงของสาวกคนรักกระต่าย
กระต่ายพันธ์นี้มีสี หลายเฉดสี เช่น blue, californian, castor, chinchilla, lynx, opal, red, seal, tortoise, white and broken group

สำหรับการเลี้ยง มินิเร็กซ์แล้วยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้เลี้ยงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งขน เพียงแค่ใช้ฝ่ามือลูบหลัง
ขนที่ตายก็จะหลุดออกไป ลักษณะขนที่ดีคือต้องยาว 5/8 นิ้้ว (1.6เซนติเมตร) ขนควรตรงและเป็นมัน มีการ์ดแฮร์จำนวนมาก ขนชั้นนอกให้ความรู้สึกนุ่มและสปริงตัว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

Hamster เพื่อนขนปุยไซส์จิ๋ว

แฮมสเตอร์ Hamster เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ในอันดับสัตว์ฟันแทะ Rodentia จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Cricetinae ในวงศ์ Cricetidae มีหลากหลายสกุล หลายชนิด

ลักษณะทั่วไปของ แฮมสเตอร์ ขนาดตัวจะมีขนาดเล็ก อ้วนป้อม และมีหางสั้นกว่าลำตัว และมีขนาดเล็ก อย่างเห็นได้ชัด
สีขนมีหลายสี เช่น ดำ, เทา, ขาว, น้ำตาล, เหลืองเข้ม, เหลือง และแดง แต่ก็จะขึ้นอยู่กับชนิดที่แตกต่างกันออกไป ส่วนสีขนด้านใต้ท้องจะเป็นสีขาว มีตาดวงกลมโต และจมูกที่ไวต่อการได้กลิ่นหอม

ปัจจุบัน แฮมสเตอร์และแฮมสเตอร์แคระเป็นที่นิยมอย่างมากในการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงไปทั่วโลก แฮมสเตอร์สามารถกินอาหารได้หลากหลาย
โดยเฉพาะเมล็ดพืช เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่ชอบออกกำลังกายมาก ในแต่ละวัน ผู้เลี้ยงอาจจะหาลูกบอลกลมหรือกงล้อให้วิ่ง

ซึ่งในแต่ละคืน แฮมสเตอร์สามารถวิ่งได้ไกลถึง 30 ไมล์ แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์ได้เร็วมาก ตัวเมียเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้เพียง 2 เดือนครึ่ง-3 เดือนเท่านั้น
แต่ไม่สามารถที่จะผสมพันธุ์ขณะที่ลูกยังไม่อย่านมจะทำให้แม่แฮมสเตอร์นั้นเหนื่อยและไม่ส่งผลดีต่อร่างกายควรจะเว้นไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อให้แม่แฮมสเตอร์ได้พักผ่อน…

สัตว์เลือดผสม

Liger เลือดผสมในโลกแห่งความจริง

สัตว์เลือดผสม จากโลกแห่งนิยาย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ว่าหมายถึงผู้ที่สืบสายเลือดมาจากมนุษย์ธรรมดา กับผู้มีเวทมนตร์

แต่ในโลกแห่งความจริง ในธรรมชาติก็มีสัตว์เลือดผสมอยู่เหมือนกัน โดย สัตว์เลือดผสม ที่พวกเราเคยชินได้แก่ หมา ล่อ หรือในแบบที่ไม่คุ้นเคย เช่น ไลเกอร์ (Liger)
ซึ่งเป็นลูกผสมของสิงโตแล้วก็เสือ การเกิดลูกผสมของสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์รวมทั้งพืช จะมีต้นเหตุมาจากการโน้มน้าวหรือทดสอบของผู้คน 

เพื่อใช้ประโยชน์ในทางต่างๆตั้งแต่เป็นแหล่งอาหาร หรือกระทั่งเพื่อความสวย อย่างเช่น การคิดค้นพรรณไม้สวยสดงดงามลูกผสมขึ้น
เพื่อใช้จัดแต่งสวนให้สวยดังใจ

การเกิดลูกผสมในเชิงชีววิทยาเกิดได้ในหลายระดับ โดยในระดับที่เกิดง่ายที่สุด คือ การผสมในชนิด (species) เช่น การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดสุนัขพันธุ์ใหม่ให้มีความสวยงามหรือเหมาะสมกับการใช้งาน อีกระดับหนึ่ง

คือ การผสมข้ามพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แต่อยู่ในสกุล (genus) เดียวกัน ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมใกล้เคียงกัน (แต่ไม่เท่ากัน) เช่น ล่อ ซึ่งเป็นลูกผสมม้ากับลา หรือ ไลเกอร์ (Liger) กับ ไทกอน (Tigon) ซึ่งเป็นลูกผสมของเสือและสิงโต (เป็นสัตว์ในสกุลแมวเหมือนกัน)

ลูกผสมยังเกิดขึ้นได้ระหว่างสัตว์ต่างสกุลแต่อยู่ในวงศ์ (family) เดียวกัน เช่น ลูกผสมระหว่างแกะกับแพะ แต่ถ้าหากเป็นลูกผสมในสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่างวงศ์กันก็จะเป็นเรื่องที่พบได้ยากอย่างยิ่ง และยิ่งถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตในต่างอันดับ (order) เดียวกันแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบ

อย่างไรก็ดี ลูกผสมเหล่านี้บางส่วนจะมีภาวะเป็นหมัน ไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ เนื่องจากเป็นกลไกทางธรรมชาติเพื่อไม่ให้สารพันธุกรรมระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันสามารถย้ายข้ามพันธุ์กันได้โดยง่าย เพราะต้องการที่จะยังคงความต่างของสิ่งมีชีวิตในแต่ละชนิดไว้นั่นเอง…