ปลาทอง

ปลาทอง ที่คนส่วนใหญ่นิยมเลี้ยง ถือว่าเป็นโชค

ปลาทอง มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น และต่อมาได้ถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17
ในที่สุดก็ถูกนำไปเผยแพร่ในประเทศอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้ว

และได้ปลาทองลูกผสมที่มีความน่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว
แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน

ปลาทองมีชีวิตอยู่ได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วไป จนมีชาวจีนบางคน ได้จับมาเลี้ยงตามบ่อน้ำ เพราะมันดูน่าตาสวยดี
มีสีสันที่ดูแล้วแปลกตา

มันสร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ทำให้มีการ แปรผันผันแปร
และพัฒนาพันธุ์เรื่อยมา ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรงไป เช่น เมื่อก่อน ปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตของมันเอง
ซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรงไขมันส่วนเกินก็ไม่มีหุ่นก็เพรียวลม

หลังจากที่ได้ย้ายมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อ แถมเสริฟเป็นเวลาซะด้วย
ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ย

ปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต ประมาณ พ.ศ. 1161-1450 หรือนับเป็นพันปีมาแล้ว

ปลาทองในธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้นก็ได้พัฒนาตัวมันเอง ทำมาหากินตามธรรมชาติ
และก็ได้สืบทอดสายพันธ์กันมาจนถึงปัจจุบัน

ก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลย เพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาใน ปลาตะเพียนทั้งหลาย
ต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE

บอร์เดอร์ 

บอร์เดอร์ คอลลี่ border collie สัตว์เลี้ยงแสนรู้

สุนัขพันธุ์ บอร์เดอร์ คอลลี่ เป็นหมาที่เฉลี่ยวฉลาด มีไหวพริบ เหมาะกับการเลี้ยงในชนบท หากไม่มีกิจกรรมให้เขาทำ
เขาจะไม่มีความสุขและก็มีพฤติกรรมที่น่าแปลกได้อย่างรวดเร็ว

พวกเขาดูเหมือน ออสเตรเลี่ยน แชพเพิร์ดฉบับน้ำหนักเบา แต่แทนที่จะมีลักษณะหางสั้น (Bobtail) ของออสซี่ บอร์เดอร์
คอลลี่มีหางพริ้วเหมือนขนนก

หัวมีลักษณะเหมือนคอลลี่ และลำตัวยากว่าความสูงเล็กน้อย หูตั้งแต่ช่วงปลายจะตกลง ทำให้เขาดูเบิกบานใจขึ้น

คอลลี่บางตัวมีขนหยาบยาวโดยประมาณ นิ้ว ในขณะที่บางตัวมีขนมันยาวประมาณ นิ้ว ขนมีหลายสีตั้งแต่
ดำและขาว แดงและขาว ดำและก็เทา ดำทั้งตัว

และแบบสามสี ในคอลลี่ชนิดขนยาวมักจะมีแผงขนที่คอและหาง

สุนัขพันธุ์บอร์เดอร์ คอลลี่ มีนิสัยเป็นสุนัขที่กระตือรือล้น ชอบทำงาน เหมาะกับการเลี้ยงในต่างจังหวัด ถ้าเกิดว่า
ไม่มี
กิจกรรมให้เขาทำ เขาจะไม่มีความสุขรวม เขาฉลาดหลักแหลมมาก ทำความเข้าใจเร็ว รวมทั้งสนองตอบต่อคำชมเชย

เนื่องจากมีสัญชาตญาณของสุนัขต้อนฝูงสัตว์ เขาจึงปกป้องครอบครัวและถิ่นของเขาได้ดี เป็นสุนัขเฝ้ายามที่ยอดเยี่ยม
เขาจะดูแลเด็กในครอบครัว

ถึงแม้ว่าเขาเข้าได้ดีกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยงอื่นในครอบครัวที่เลี้ยงมาด้วยกัน แต่ว่าเขาควรแยกเขาจากคนแปลกหน้า
เพราะเขาอาจกัดข้อเท้าเช่นเดียวกับที่เขาทำเวลาต้อนฝูงแกะได้

บอร์เดอร์ คอลลี่ เป็นสุนัขที่กระตือรือล้นมาก และต้องมีโอกาสได้รับการออกกำลังกายอย่างมาก พวกเขาชอบที่จะวิ่ง
เขายังต้องการความรักและเอาใจใส่จากเจ้าของพอประมาณและควรหางานให้เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นการต้อนฝูงสัตว์หรือว่าไล่จับลูกบอล

ควรฝึกการเข้าสังคมให้กับเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพื่อป้องกันไม่เขาขี้อายต่อคนแปลกหน้า และเขาควรที่จะได้รับการฝึกให้เชื่อฟัง
เพื่อช่วยลดพฤติกรรมการงับคนอื่น และแนวโน้มที่จะวิ่งเตลิดไปหรือว่าไล่ตามรถยนต์

บอร์เดอร์ คอลลี่ จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่มีการผลัดขนปานกลาง การแปรงขนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งจะช่วยให้ขนมีสุขภาพดี
สุนัขพันธุ์นี้มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 12 – 15 ปี…

ม้าน้ำ

ประวัติ ” ม้าน้ำ ” ที่มีชื่อขึ้นต้นว่า ม้า แต่ที่จริงแล้วมันคือ ปลา

ม้าน้ำ เป็นสัตว์น้ำ เป็นปลากระดูกแข็งที่อาศัยอยู่ในทะเลจำพวกหนึ่ง

1. ม้าน้ำ เป็นปลา ที่มีรูปร่างลักษณะดูแปลกตากว่าปลาชนิดอื่นๆ คือ มันมีกระดูก หรือ ก้างเป็นเกราะห่อหุ้มอยู่นอกตัวแทนเกล็ด
ส่วนหางก็มีลักษณะเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน

2. ปกติแล้ว มันมักจะว่ายน้ำเป็นลักษณะ ขึ้น ลง มากกว่าการว่ายไปมา ข้างหน้า ข้างหลัง

3. ความยาว เฉลี่ย ประมาณ 15 เซนติเมตร แต่บางละชนิดก็จะมีขนาดเล็ก เช่น ม้าน้ำจำพวก ม้าน้ำแคระ
จะมีความยาวเพียง 2.5 เซนติเมตร เท่านั้น

4. มีการแพร่กระจายพันธุ์ในทะเล เขตอบอุ่น ทั่วโลก แล้วยังพบได้ตามแหล่งน้ำกร่อย
เช่น ตามปากแม่น้ำต่าง ๆ เช่น ปากแม่น้ำเทมส์ ในประเทศอังกฤษ

5. พวกมันกินแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำขนาดเล็กๆเป็นอาหาร

6. พวกมันสามารถปรับเปลี่ยนสีลำตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ เพื่อในการอำพรางตัว

7. และถือว่ามันเป็นปลาที่ว่ายน้ำช้าที่สุดในโลก โดยว่ายได้เพียงแค่ 0.06 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

8. ในปัจจุบันพบทั้งหมด 54 ชนิด

ส่วนม้าน้ำที่พบได้ในน่านน้ำไทยมีประมาณ 6 ชนิด ได้แก่ ม้าน้ำดำ , ม้าน้ำหนาม , ม้าน้ำสามจุด , ม้าน้ำแคระ , ม้าน้ำยักษ์ หรือ ม้าน้ำใหญ่ และ ม้าน้ำหนามขอ

9. ตัวผู้จะเป็นฝ่ายอุ้มท้อง โดยจะมีอวัยวะตรงบริเวณหน้าท้องคล้ายถุง ใช้สำหรับเก็บไข่และเพื่อการฟักเป็นตัว

10. ระยะเวลาการฟักเป็นตัว ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนแล้วแต่ชนิดอีกที

11. จำนวนไข่ที่ฟักในแต่ละครั้งจะมีประมาณ 100-200 ฟอง มากที่สุดคือ 1,500 ฟอง บางชนิด

12. มีระยะเวลาการตั้งท้องในแต่ละครั้งเว้นห่าง 28-30 วัน แต่ม้าน้ำตัวผู้บางตัวเมื่อออกลูกในตอนเช้า พอถึงตอนค่ำก็สามารถอุ้มท้องใหม่ได้เลยทันที

13. เป็นสัตว์ที่ออกลูกและสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่เจริญเติบโตจนกลายเป็นตัวเต็มวัยในเวลาต่อมา

14. เมื่อคลอด ม้าน้ำตัวผู้จะบีบกล้ามเนื้อส่วนท้อง และพ่นลูกม้าน้ำทั้งหมด ออกจากกระเป๋าหน้าท้อง

15. โดยที่ม้าน้ำมีพฤติกรรมแบบคู่เดียวตลอดทั้งชีวิต กล่าวคือ จะจับคู่อยู่กันเพียงตัวเดียว หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอันเป็นไป ก็จะไม่หาคู่ใหม่…

เจมส์บอค

เจมส์บอค Gemsbok ประวัติสัตว์ทวีปแอฟริกา

ออริค , เจมส์บอค Oryx, Gemsbok หรือมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ Oryx gazella

ออริกซ์ หรือ เจมส์บอค เป็นสัตว์ที่มีลักษณะไม่เหมือนกันกับสัตว์ในตระกูลละมั่งมากที่สุด เหตุเพราะสัตว์ประเภทนี้มีลำตัวยาว
รวมทั้งมีเขาที่เรียวยาว และ ยังมีลวดลายบนบริเวณใบหน้าเป็นสีดำสลับขาวด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้คนมากมายที่อยากได้เขาอันแสนสวยของสัตว์ชนิดนี้ ตามรูปแบบของแต่ละวัฒนธรรมและในสมัยกลางของอังกฤษ
ยังมีการขายเขาของสัตว์ประเภทนี้ในลักษณะเดียวกับเขายูนิคอร์นด้วย

ลำตัวของสัตว์ประเภทนี้มีลักษณะย่นสีเทา และมีลวดลายสีดำบริเวณข้างลำตัว ซึ่งจะเห็นเป็นสีที่ตัดกันอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ สัตว์ชนิดนี้ยังมีแถบสีดำขนาดใหญ่บริเวณขาส่วนบน มีลำตัวยาว มีหางเหมือนม้า

และทั้งตัวผู้แล้วก็ตัวเมียจะมีเขาที่สวยงาม แต่ว่าตัวผู้จะมีเขาที่สั้นกว่าแล้วก็หนากว่าตัวเมีย
ส่วนลูกจะไม่มีลวดลายสีดำตามลำตัว

 

ถิ่นที่อยู่อาศัยของ เจมส์บอค อยู่ที่แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ และซิมบับเว สัตว์ชนิดนี้ จะกินอาหารจำพวก ใบไม้
รากไม้ หัวพืช ต้นไม้ เปลือกไม้ ผลไม้

พวกมันมีพฤติกรรม มันชอบอยู่เป็นฝูง ประมาณ 10-40 ตัว โดยมักจะอยู่รวมกันกับแอนทีโลปชนิดอื่น ๆ หรือกับม้าลาย
สามารถอดน้ำและอาหารได้เป็นเวลานาน ๆ

วัยเจริญพันธุ์ ในช่วงผสมพันธุ์ตัวผู้จะเข้าไปไล่จับในฝูงตัวเมีย และในช่วงวัยรุ่นมันจะสร้างอาณานิคมของตนเอง
เพื่อผสมพันธุ์กับตัวเมีย และเข้าหาตัวเมีย

สัตว์ประเภทนี้ หากจะต้องตั้งท้องลูกตัวเมียจะมีเวลายาวนานกว่าลูกตัวผู้ถึง 2 ปี หรือประมาณ 264 วัน

มันมีขนาดลำตัวยาว 198-216 เซนติเมตร ตัวผู้มีน้ำหนัก 240 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 210 กิโลกรัม…

ยีราฟ

ยีราฟ Giraffe สัตว์โลกขวัญใจเด็กๆ

ยีราฟ หรือ Giraffe หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Giraffa camelopardalis เป็นสัตว์บกที่มีลำตัวสูงที่สุด
และยังมีคอที่ยาวมากอีกด้วย มีเขาทั้งในตัวผู้รวมทั้งตัวเมีย ไม่ผลัดเขา

เขามีขนปกคลุมอยู่ หนังมีขนสั้นสีน้ำตาล มีลายขาวแปลกตา ปากแล้วก็ลิ้นยาว ใช้ริมฝีปาก
และลิ้นม้วนวนจับใบไม้ได้ มีเต้านม 4 เต้า

ถิ่นที่อยู่อาศัย เจอเฉพาะในทวีปแอฟริกา แถบทุ่งหญ้าสะวันนา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า
ตั้งแต่ไนจีเรียไปจนจรดแม่น้ำออเรนจ์

ยีราฟพวกนี้จะไม่ชอบกินหญ้ามากเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่จะกินเป็นจำพวกใบไม้มากกว่า
และชอบอาศัยอยู่ในท้องทุ่งที่เป็นพื้นที่กว้างๆ

อยู่รวมกันเป็นฝูง อยู่รวมกับสัตว์อื่นๆ เช่น ม้าลาย นกระจอกเทศ แอนติโลป
ยีราฟจะทำหน้าที่คอยเฝ้าระวังภัยอันตรายให้ และมันมีอายุเฉลี่ยโดยประมาณ 20-30 ปี…

 Squirrel 

Squirrel ประวัติกระรอกน้อยแสนน่ารัก

กระรอก Squirrel เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนาดลำตัวเล็ก ขนปุกปุยปกคลุมทั่วทั้งร่ายกายอันน้อยของมัน
นัยตากลมโต มีหางเป็นพวงฟู จัดอยู่ในประเภทสัตว์ฟันแทะ

ตระกูลกระรอก  Squirrel  มี ตระกูลย่อย ตระกูล คือ Pteromyinae เช่น กระรอกบิน และตระกูล Sciurinae เช่น กระรอกต้นไม้,
กระรอกบินชิพมั้งค์ ในการเลี้ยงกระรอกทั้งสองชนิดนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างมาก

กระรอกต้นไม้ เป็นกระรอกที่พบได้บ่อยเห็นได้บ่อยๆและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีหางยาวเป็นพวงสวยงาม
มีกรงเล็บแหลมคมมากและก็มีใบหูใหญ่กว่าชนิดอื่นๆบางชนิดมีปอยขนที่หู

ส่วนกระรอกบินนั้น จะมีพังผืดข้างลำตัว สำหรับกางเพื่อร่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง มักเป็นการหากินในเวลากลางคืน
มีตาสะท้อนแสงไฟ กระรอกดิน มักจะมีรูปร่างสั้น

และล่ำสันกว่ากระรอกต้นไม้ทั่วไปเล็กน้อย มีขาหน้าแข็งแรงใช้ในการขุดดิน หางของกระรอกดินนั้นจะสั้นกว่าหางของกระรอกต้นไม้
และไม่ฟูเป็นพวงนัก

และเช่นเดียวกับสัตว์ฟันกัดแทะชนิดอื่นๆกระรอกจะมีนิ้วเท้าหลังข้างละ นิ้ว และ นิ้วเท้าหน้าข้างละ นิ้ว
ตรงส่วนที่น่าจะเป็นนิ้วโป้งจะกลายเป็นปุ่มนูนซึ่งถูกพัฒนาให้เหมาะสำหรับจับอาหารมาแทะ

กระรอกมีขนาดใหญ่เล็กต่างๆกันไปตามสายพันธุ์ และสามารถแบ่งตามขนาดได้ กลุ่ม คือ ขนาดใหญ่ อย่างเช่น พญากระรอก
ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเจออยู่เพียงแค่ ประเภท

คือ พญากระรอกดำ (Ratufa bicolor) และพญากระรอกเหลือง (Ratufa affinis) ซึ่งได้ถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ขนาดกลาง
เช่น กระรอกหลากสี (Callosciurus finlaysoni) กระจ้อน (Menetes berdmorei) รวมทั้ง ขนาดเล็ก เช่น กระเล็น (กระถิก)
ซึ่งเป็นกระรอกที่เล็กที่สุดที่พบในประเทศไทย

นกพิราบขาว

นกพิราบขาว นกที่ดูสง่าและสวยงาม

นกพิราบขาว เป็นนกที่มีลักษณะของลำตัวที่มองสง่างามมาก

และก็เป็นนกที่มี การบิน การเดินที่ ว่องไวกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว ถ้าพวกเราได้สังเกต
ในเวลาการเดินของนกพิราบแล้วนั้นบอกได้คำเดียว ว่าดูแล้วสวย มากมาย

ในเวลาที่พวกมันกำลังเดินกันเป็นฝูงหรือเป็นกลุ่มใหญ่แล้วก็ที่สำคัญนกพิราบนั้นยังเป็นนกที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทำประโยชน์ให้
กับมนุษย์มาแล้วตั้งมากมาย ด้วยที่ว่านกพิราบนั้นเป็นนกที่มีความเชื่อแล้ว

และก็ยังเป็นนกที่มีความฉลาด รอบรู้ชั่งสังเกตจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนกพิราบจึงสามารถช่วยงานให้กับ มนุษย์ได้หลากหลายอย่างได้
อย่างเช่น ใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร

โดยการใช้นกพิราบคอยส่งจดหมายหรือข่าวสารจาก อีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้และก็ยังสามารถนำไปโชว์ตามงานแสดงต่างๆได้
เช่น การโชว์มายากล การโชว์ความสามารถของนกให้ทำในสิ่งต่างๆได้อีกด้วยเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาดู ความสามารถของพวกมัน

ทั้งนี้การแสดงต่างๆของนกพิราบนั้นถ้าหากจะใช้นกพิราบสายพันธุ์ธรรมดาๆเพื่อ ใช้ในการแสดงก็คงจะทำให้ดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจมากเท่าไหร่
ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วการแสดงต่างๆที่จะต้องจำเป็นจะต้องมีนกพิราบใช้ในการ แสดงนั้น

จึงได้มีการหันมาใช้นกพิราบขาวแทน เนื่องจากนกพิราบขาวนั้นเป็นสายพันธุ์ที่มีการพัฒนามาจากสายพันธุ์ธรรมดาๆ ก่อนหน้านี้
และแต่ยังคงมีลักษณะและท่าทางที่เหมือนกับสายพันธ์เดิมอยู่เพียงแต่จะมีความ แตกต่างตรงที่สีของมัน

โดยนกพิราบขาวนั้นเป็นนกที่ยิ่งได้มองแล้วบอกได้คำเดียวเลย ว่าน่าหลงใหล และน่านำไปเลียงเป็นอย่างมาก
และยิ่งเป็นตัวผู้แล้วด้วยล่ะก็ยิ่งดีเลย

เพราะความแตกต่างระหว่างตัวผู้กับตัวเมียนั้นอยู่ที่ขนาดของลำตัวโดยตัวผู้ นั้นจะมีลำตัวที่ใหญ่กว่าตัวเมียอยู่เสมอและมีกะโหลกที่ใหญ่มากกว่าตัวเมีย
เช่นกัน และเมื่อเราได้เห็นภาพรวมของลักษณะของนกตัวผู้แล้วนั้นก็ยิ่งทำให้นกพิราบ ขาวที่ลักษณะที่ดียิ่งขึ้นและก็สวยยิ่งขึ้นอีกด้วย…

Balinese

Balinese บาลีนิส แมวตาสีฟ้า

บาลีนิส Balinese เป็นแมวขนาดกลางๆ แต่มีตำตัวยาวลาย และมีรูปร่างที่เพรียวๆแบบมีกระดูกบางแต่ไม่ได้เปราะหักง่าย

ศรีษะของจาวานีสทรงสามเหลี่ยมและหูกางห่างกันเพื่อเน้นทรงทรงสามเหลี่ยมนี้ ดวงตาสีฟ้าเข้ม ทรงรี พร้อมสีแด่นที่หน้าตา
หูและหน้าที่ทำให้สายพันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษ

บาลีนิสเป็นแมวที่ มีนิสียกระตือรือล้น มีเสียงที่ไพเราะจากบรรพบุรุษแมวพันธุ์สยามมิส ควรจัดเตรียมที่ปีนป่ายและที่นอนที่สูงที่จำเป็นสำหรับพวกเขา
ซึ่งหากไม่ได้จัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้ จาวานีสจะจัดเตรียมที่นอนเองเนื่องจากหุ่นที่เพรียวของเขาเต็มไปด้วยพลังกำลังของนักกระโดด
เราอาจจะพบว่าเขาสามารถกระโดดโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักขึ้นไปบนหลังตู้เย็น ชั้นหนังสือ หรือแม้กระทั่งประตู

เขามีชีวิตชีวาและยังคงน่ารัก เขาสามารถนั่งเงียบข้างผู้ดูแล นอนเกลือกกลิ้งหรือว่าให้ลูบคลำได้ มันจึงเป็นคู่หูที่ดีดูดีมีเสน่ห์

แมวพันธุ์สยามมิส บาลีนิส เป็นที่นิยมเสมอมา ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผู้พัฒนาสายพันธุ์สยามมิส บาลีนิส ในสหรัฐอเมริกาพบแมวที่มีขนปุกปุยมากกว่า
ที่แมวพันธุ์สยามมิสควรจะเป็น เขารู้ว่าไม่มีสายพันธุ์อื่นในการพัฒนาสายพันธุ์ครั้งนี้แต่ก็เกิดมีแมวทีมีขนยาวกว่ามาตรฐานตัวนี้เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าแมวเหล่านี้จะสวยงามแต่แมวเหล่านี้ก็ถูกนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่าเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์

อย่างไรก็ตามนักพัฒนาสายพันธุ์สองคนชื่อว่า Helen Smith จากนิวยอร์ก and Marion Dorsey จากแคลิฟอร์เนีย รู้สึกชื่นชอบในแมวพันธุ์สยามมิส
ขนยาวนี้ และรู้สึกว่าควรจะพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป เมื่อแมวขนยาวนี้ผสมพันธุ์กัน พวกเขาตั้งใจที่จะแยกสายพันธุ์นี้ออกมาและเริ่มที่จะวางแมวชนิดนี้
เป็นสายพันธุ์ร่วมกับนักพัฒนาสายพันธุ์อื่นๆที่คิดเช่นเดียวกัน

ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าจะใช้สายพันธุ์ว่าสยามมิสขนยาว Longhair Siamese แต่ได้รับการปฏิเสธจากนักพัฒนาสายพันธุ์สยามมิส
จึงนำท่าทางการเดินที่ทำให้คิดถึงการร่ายรำในวัดของชาวบาหลีมาใช้เป็นชื่อสายพันธุ์ว่าบาลีนิส Balinese…

นกยูงไทย

ประวัติ นกยูง ราชินีแห่งนก

นกยูงไทย Green peafowl นกขนาดใหญ่ตระกูลไก่ฟ้า ทีมีหางสวยงาม และปลายหางจะมีแผ่นขนแบนๆ เป็นวงกลมหรือที่เรียกว่าแววมยุราไว้ใช้สำหรับรำแพนเกี้ยวตัวเมีย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักได้ชื่นชมความงดงามของนกยูงในสวนสัตว์ และน้อยคนนักที่จะทราบว่านกยูงในไทยมีกี่ชนิด

นกยูงในเมืองไทยบ้านเรา มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ นกยูงเขียวหรือนกยูงไทย และนกยูงฟ้าหรือนกยูงอินเดีย แต่มีเพียงนกยูงเขียวหรือนกยูงไทยเท่านั้น ที่สามารถพบได้ในป่าธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งแพร่กระจายในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย

นกยูงเขียวหรือนกยูงไทย ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีขนหงอนเป็นพู่ชี้ตรงอยู่บนหัวมีสีเขียวเหลือบ นกยูงเพศผู้จะมีขนบริเวณหัวและคอเป็นขนสั้นๆ เหลือบสีเขียวแกมน้ำเงิน สีของผิวหนังบริเวณหน้าของนกยูงไทยทั้งสองข้างจะมีสีฟ้าและมีสีดำคาดบริเวณตา บริเวณแก้มมีสีเหลือง ขนคอและบริเวณหน้าอกและขนส่วนบนของหลัง มีปลายขนลักษณะป้านกลม ตรงกลางขนเหลือบ สีน้ำเงินแก่ล้อมรอบด้วยสีเขียวและสีทองแดง ตรงขอบของกลุ่มขนปีกในเพศผู้มีขอบเหลืองเขียวแกมดำมองดูคล้ายเกล็ดปลา หลังเป็นขนสีเหลือบเขียวตรงกลางเป็นสีทองแดงแกมดำ นกยูงเพศเมียมีขนาดเล็กกว่า สีขนโดยทั่วไปไม่สดใสเท่าเพศผู้และมีเดือยสั้นกว่าเดือยของเพศผู้มาก นอกจากนั้นบริเวณขนต่างๆ ของเพศเมียมักมีสีน้ำตาล ดำหรือสีน้ำตาลแดงแทรกเป็นคลื่น จึงมองเห็นเป็นลายคลื่นทั่วทั้งลำตัว

ส่วนทางด้านนกยูงอินเดียจะเป็นนกยูงที่มีขนาดเล็กกว่านกยูงเขียวหรือนกยูงไทยเล็กน้อย ขนหงอนจะมีลักษณะเป็นรูปพัด สีของผิวหนังบริเวณหน้าจะมีสีขาว และมีสีดำคาดบริเวณตา ขนบริเวณคอและอกมีสีน้ำเงิน ขนบริเวณปีกเป็นลายสีขาวสลับกับสีดำ ขนตามลำตัวจะมีสีเขียวอมน้ำเงิน ด้านหลังเป็นเกล็ดคล้ายใบไม้ ในเพศเมียนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนตามลำตัวเป็นสีน้ำตาล ขนคอและหลังจะมีสีอ่อนกว่าเพศผู้

นกยูงไทยเป็นนกที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ พวกเมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ยืนต้น ธัญพืช ผลไม้สุกที่หล่นจากต้น ยอดอ่อนของหญ้า แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาด เล็ก หากินตามพื้นดินเช่นเดียวกันกับไก่ฟ้าและไก่ป่า และในขณะเดียวกันนกยูงก็ตัวช่วยในการกระจายพันธุ์พืชไปด้วย

ส่วนใหญ่นกยูงอาศัยอยู่ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้วยความที่นกยูงตัวใหญ่และมีขนยาวสวยงาม เลยตกเป็นเป้าหมายในการล่า เพื่อนำมาเลี้ยง เอาหางไปทำเครื่องประดับ อีกทั้งป่าแบบที่นกยูงชอบอยู่ก็ถูกบุกรุกทำลายจนเหลือน้อยเต็มที นกยูงไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งของประเทศไทย

กวางเรนเดียร์

ประวัติ กวางเรนเดียร์ reindeer

กวางเรนเดียร์ หรือ กวางแคริบู reindeer, caribou หรือชื่อในวิทยาศาสตร์เรียกว่า Rangifer tarandus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่จำพวกกวาง
จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Rangifer ที่ยังสืบเผ่าพันธุ์

มีนิสัยที่ค่อนข้างดุร้าย มีลักษณะคล้ายคลึงกับกวางเอลก์ จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดของแคนาเดียนทุนดรา ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 60–170 กิโลกรัม
ส่วนสูงประมาณ 162– 205 เซนติเมตร ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่า มีน้ำหนักประมาณ 100–318 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 180–214 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 14– 20 เซนติเมตร
ตัวผู้ที่มีอายุมากจะผลิเขาในเดือนธันวาคม ตัวผู้ที่อายุน้อยจะผลิเขาในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนตัวเมียจะผลิเขาในฤดูร้อน เขาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เขาที่อยู่สูงกว่า และเขาที่อยู่ต่ำกว่า
เขากวางเรนเดียร์ตัวผู้ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกวางมูส คือ กว้างประมาณ 100 เซนติเมตร ยาวประมาณ 135 เซนติเมตร ถือเป็นกวางที่มีขนาดเขาใหญ่ที่สุดในโลก
ขนตามลำตัวยามปกติจะมีสีน้ำตาล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ขนจะเปลี่ยนไปเป็นสีอ่อนขึ้น หรือสีขาว

กวางเรนเดียร์ มีกีบเท้าที่แยกออกเป็น 2 ง่ามที่ชัดเจน ใช้สำหรับว่ายน้ำ โดยว่ายได้เร็วถึง 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเมื่อเดินกระดูกตรงข้อเท้าและเส้นเอ็นจะทำให้เกิดเสียงไปตลอด
สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อติดต่อกับระหว่างฝูงในยามที่อยู่ในที่ ๆ ภาวะวิสัยมองเห็นไม่ชัด เช่น ยามเมื่อหิมะตกหนัก เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นรังสีอัลตราไวโอเลตได้

พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่กรีนแลนด์, อเมริกาเหนือแถบแคนาดาและอลาสกา, สแกนดิเนเวีย จนถึงเอเชียตอนบน เช่น จีน, ไซบีเรีย และมองโกเลียใน สันนิษฐานว่า
กวางเรนเดียร์ที่กระจายพันธุ์ในจีนอพยพมาจากไซบีเรียเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าประชากรของกวางเรนเดียร์ในจีนลดลงถึงร้อยละ 28 จาก ปี ค.ศ. 1970
เนื่องจากถูกแยกออกเป็นฝูงเล็ก ๆ ทำให้มีตัวเลือกน้อยในการผสมพันธุ์และแพร่ขยายพันธุ์ ในปี ค.ศ. 2012 พบกวางเรนเดียร์ในจีนเหลืออยู่เพียง 33 ฝูงเท่านั้น
โดยจำนวนประชากรกวางเรนเดียร์ที่พบในธรรมชาติมากที่สุดในโลกพบที่คาบสมุทรไครเมียในรัสเซีย และจำนวนที่เหลืออยู่ประมาณ 600,000 ตัว โดยลดฮวบจากในอดีตอย่างมาก
สาเหตุหลักเกิดจากอุณหภูมิที่ถิ่นที่อยู่อาศัยร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส, การคุกคามจากมนุษย์, ไฟป่า รวมถึงโรคระบาดจากยุง