กูปรี

กูปรี

 

กูปรี จัดอยู่ในพวกวัวป่าแท้ สกุลเดียวกับวัวแดง และกระทิง ด้วยมีลักษณะเหมือนกันคือ ตัวโต โคนขาใหญ่ ปลายขาเรียว หางยาว ปลายหางเป็นพู่ขน ไม่มีต่อมเปิดระหว่างกีบนิ้ว

ใต้ตา และระหว่างขาหนีบขาหลัง มีเขา 2 ข้างบนหัวทั้งตัวผู้ตัวเมีย เป็นเขากลวงแบบ “Horns” ขนาดเท่าๆกัน โคนเขาใหญ่ ปลายเขาเรียวแหลม ไม่มีการแตกกิ่งเขา เปลือกนอกเป็นปลอกเขาแข็งสวมทับ

แกนกระดูกเขาที่งอกติดอยู่กับกระโหลกเป็นเขาถาวรมีเพียงชุดเดียว ตลอดชีวิต ไม่มีการผลัดเขาใหม่อย่างเขาของสัตว์จำพวกกวาง ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่ช่วงหน้าแข้งลงไปถึงปลายกีบนิ้วเป็นสีขาวคล้ายสวมถุงเท้าขาว
ลักษณะใบหน้า ใบหน้าเรียบแบบวัวบ้าน มีดั้งจมูกบานใหญ่ มีรอยเป็นบั้งๆ ตามขวาง รูจมูกเป็นรูปเสี้ยววงเดือน ใบหูแคบสั้น ไม่มีสันกระบังที่หน้าผาก

ลักษณะเขา เป็นเขาที่งอกติดกับหัวกระโหลก อยู่ถาวรไม่มีการผลัดเขาใหม่ เขาตัวเมียสั้นและเรียวบางกว่าตัวผู้ วงเขาตีออกเป็นวงแคบๆ

ลาดมาทางด้านหน้า แล้วบิดเวียนชี้ขึ้นคล้ายเป็นวงเกลียว กรูปีตัวผู้หากอายุประมาณ 4 ปี ปลายเขาจะเริ่มแตกตรงปลาย เปลือกเขาชั้นนอกแตกเป็นพู่ อาจมีความยาวได้มากถึง 20 ซม. ปลายเขาตัวเมียจะไม่แตก
ลักษณะเหนียงคอเหนียงคอกู-ปรีเป็นแผ่นหนังห้อยยานอยู่ใต้คอ โดยเฉพาะกู-ปรีที่มีอายุมากๆเหนียงคอจะยาวเกือบติดพื้นดิน ใช้โบกแกว่งไประบายความร้อนได้ ลักษณะขา

กู-ปรีมีขาทั้ง 4 ข้าง ตั้งแต่ช่วงหน้าแข้งลงไปถึงปลายกีบนิ้ว เป็นขนสีขาวตัดกับสีขนลำตัวด้านบน ที่เป็นสีดำหรือเทา คล้ายกู-ปรีสวมถุงเท้า
ลักษณะหาง กู-ปรีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัวป่าที่มีหางยาวที่สุด ยาวประมาน 1-1.1 เมตร ปลายหางมีพู่ขนดกหน้าสีน้ำตาลเข้ม…

แมวรัสเซี่ยนบลู

Russian Blue รัสเซี่ยนบลู

แมวรัสเซี่ยนบลู หรือ แมวรัสเซียสีฟ้า Russian Blue เป็นชื่อแมวพันทางพันธุ์หนึ่ง ที่ลำตัวปกคลุมด้วยสีฟ้าเจือเงินเป็นแมวน่ารัก
สุภาพเรียบร้อย เงียบ รักสะอาด ขี้เล่น แสนจะขี้อาย มันมีความฉลาดหลักแหลม เช่น สามารถเปิดประตูบ้านได้ด้วยตนเอง เข้ากันได้ดีกับเด็กๆ และสัตว์อื่นๆ
และเจ้ารัสเซี่ยนบลูยังมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนแมวพันธุ์อื่นๆ คือขนของมันสั้นและหนาแน่น ขนสีฟ้าซึ่งก็คือสีเทาอ่อนเป็นลักษณะเด่นที่แมวพันธุ์นี้มี

และยังมีเพียงสีนี้สีเดียวเท่านั้น แต่ด้วยความที่ รัสเซียน บลู เป็นแมวที่มีขนสองชั้น ดูเผิน ๆ คล้ายขนของตัวบีเวอร์ ในระยะแรกจึงเป็นที่รู้จักกันในฐานะแมวทูต
หรือ Foreign Blue ความสัมพันธ์ระหว่างราเชินบลูกับมนุษย์นั้น ในทางประวัติศาสตร์มีทั้งประเภทอยู่ร่วมกันสันติ และถูกมนุษย์ล่าอย่างหนักเพื่อเอาขนไปทำเสื้อคลุม

ถิ่นกำเนิดเดิมของ แมวรัสเซี่ยน บลู อยู่ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย โดย แมวรัสเซี่ยนบลู ตัวแรกที่ถูกนำมาอังกฤษ เป็นของที่พระเจ้าซาร์องค์หนึ่งประทานให้แก่นักการเมืองชาวอังกฤษ
และมีบางตำนานที่กล่าวว่า ชาวกลาสีเรือรัสเซียเอาแมวชนิดนี้มา แลกกับขาแกะขาหนึ่ง กับเจ้าของอู่เรือในปี ค.ศ. 1860
จนกระทั่งได้กลายเป็นแมวชั้นสูง และเป็นแมวที่นิยมชมชอบมากของราชินี Victoria แต่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงต้นกำเนิดของแมวพันธุ์ Russian Blue อย่างแน่ชัดนัก

ตามหลักฐานอ้างอิงระบุว่า แมวพันธุ์นี้ปรากฎตัวสู่งานประกวดแมวเป็นครั้งแรกที่เมือง Crystal Palace ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1875 ในฐานะแมวทูต
ในตอนแรก Russian Blue ได้ถูกจัดอยู่ในประเภทแมวสี Blue จนยังไม่ทันถึงปี ค.ศ. 1912 Russian Blue ก็ได้รับการรับรองสายพันธุ์ด้วยตัวของมันเอง
จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักผสมพันธุ์ชาวอังกฤษและสแกนดิเนเวียได้ทำการปรับปรุงสายพันธุ์ของ Russian Blue ให้ดียิ่งขึ้น

และต่อมา แมวพันธุ์นี้ถูกนำเข้าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 แต่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์น้อยมาก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
นักผสมพันธุ์ชาวอเมริกาได้ทำการผสมแมวอังกฤษกับแมวสีเงินที่มีตาสีเขียว จนกลายเป็น Russian Blue อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1960
แมวพันธุ์นี้ก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในฐานะแมวบ้านและแมวประกวด

สำหรับลักษณะประจำสายพันธุ์ แมวรัสเซียน บลู นั้น เป็นแมวตัวใหญ่ ดวงตากลมโตรูปกลม (Round) สีเขียวสุกใส ศีรษะแบนกว้างคล้ายงู
รูปร่างป้อมกลม ล่ำสัน หูได้รูปกับศีรษะ ลำตัวยาวเรียว ขนสั้นอ่อนนุ่มสีเทาเงินล้วนเป็นเงางามอ่อนนุ่มทั่วตัว ปราศจากรอยด่างพร้อย
ลักษณะศีรษะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งขึ้น ขนขึ้นปกคลุมบริเวณคอมีความอ่อนนุ่มลักษณะคล้ายเส้นไหม และลำตัวค่อนข้างยาว

Minirex

Minirex มินิเร็กซ์ สายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA

มินิเร็กซ์ Minirex เป็นสายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA เมื่อปี 1988
กระต่าย สายพันธุ์ มินิเร็กซ์ ที่มีโครงสร้างสมดุลและได้สัดส่วน ร่างกายของมันเล็ก กะทัดรัด
มีความกว้างสมดุลกับความยาว ช่วงไหล่ ลำตัว และบั้นท้าย

มินิเร็กซ์ เป็นกระต่ายขนาดเล็ก ขนนุ่มเหมือนกำมะหยี่ เป็นกระต่ายที่อารมณ์ดี เหมาะแก่การเป็นสัตว์เลี้ยงของสาวกคนรักกระต่าย
กระต่ายพันธ์นี้มีสี หลายเฉดสี เช่น blue, californian, castor, chinchilla, lynx, opal, red, seal, tortoise, white and broken group

สำหรับการเลี้ยง มินิเร็กซ์แล้วยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้เลี้ยงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งขน เพียงแค่ใช้ฝ่ามือลูบหลัง
ขนที่ตายก็จะหลุดออกไป ลักษณะขนที่ดีคือต้องยาว 5/8 นิ้้ว (1.6เซนติเมตร) ขนควรตรงและเป็นมัน มีการ์ดแฮร์จำนวนมาก ขนชั้นนอกให้ความรู้สึกนุ่มและสปริงตัว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก

Hamster เพื่อนขนปุยไซส์จิ๋ว

แฮมสเตอร์ Hamster เป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ในอันดับสัตว์ฟันแทะ Rodentia จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Cricetinae ในวงศ์ Cricetidae มีหลากหลายสกุล หลายชนิด

ลักษณะทั่วไปของ แฮมสเตอร์ ขนาดตัวจะมีขนาดเล็ก อ้วนป้อม และมีหางสั้นกว่าลำตัว และมีขนาดเล็ก อย่างเห็นได้ชัด
สีขนมีหลายสี เช่น ดำ, เทา, ขาว, น้ำตาล, เหลืองเข้ม, เหลือง และแดง แต่ก็จะขึ้นอยู่กับชนิดที่แตกต่างกันออกไป ส่วนสีขนด้านใต้ท้องจะเป็นสีขาว มีตาดวงกลมโต และจมูกที่ไวต่อการได้กลิ่นหอม

ปัจจุบัน แฮมสเตอร์และแฮมสเตอร์แคระเป็นที่นิยมอย่างมากในการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงไปทั่วโลก แฮมสเตอร์สามารถกินอาหารได้หลากหลาย
โดยเฉพาะเมล็ดพืช เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่ชอบออกกำลังกายมาก ในแต่ละวัน ผู้เลี้ยงอาจจะหาลูกบอลกลมหรือกงล้อให้วิ่ง

ซึ่งในแต่ละคืน แฮมสเตอร์สามารถวิ่งได้ไกลถึง 30 ไมล์ แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์ได้เร็วมาก ตัวเมียเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้เพียง 2 เดือนครึ่ง-3 เดือนเท่านั้น
แต่ไม่สามารถที่จะผสมพันธุ์ขณะที่ลูกยังไม่อย่านมจะทำให้แม่แฮมสเตอร์นั้นเหนื่อยและไม่ส่งผลดีต่อร่างกายควรจะเว้นไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อให้แม่แฮมสเตอร์ได้พักผ่อน…

สัตว์เลือดผสม

Liger เลือดผสมในโลกแห่งความจริง

สัตว์เลือดผสม จากโลกแห่งนิยาย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ว่าหมายถึงผู้ที่สืบสายเลือดมาจากมนุษย์ธรรมดา กับผู้มีเวทมนตร์

แต่ในโลกแห่งความจริง ในธรรมชาติก็มีสัตว์เลือดผสมอยู่เหมือนกัน โดย สัตว์เลือดผสม ที่พวกเราเคยชินได้แก่ หมา ล่อ หรือในแบบที่ไม่คุ้นเคย เช่น ไลเกอร์ (Liger)
ซึ่งเป็นลูกผสมของสิงโตแล้วก็เสือ การเกิดลูกผสมของสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์รวมทั้งพืช จะมีต้นเหตุมาจากการโน้มน้าวหรือทดสอบของผู้คน 

เพื่อใช้ประโยชน์ในทางต่างๆตั้งแต่เป็นแหล่งอาหาร หรือกระทั่งเพื่อความสวย อย่างเช่น การคิดค้นพรรณไม้สวยสดงดงามลูกผสมขึ้น
เพื่อใช้จัดแต่งสวนให้สวยดังใจ

การเกิดลูกผสมในเชิงชีววิทยาเกิดได้ในหลายระดับ โดยในระดับที่เกิดง่ายที่สุด คือ การผสมในชนิด (species) เช่น การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างสุนัขพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดสุนัขพันธุ์ใหม่ให้มีความสวยงามหรือเหมาะสมกับการใช้งาน อีกระดับหนึ่ง

คือ การผสมข้ามพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แต่อยู่ในสกุล (genus) เดียวกัน ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมใกล้เคียงกัน (แต่ไม่เท่ากัน) เช่น ล่อ ซึ่งเป็นลูกผสมม้ากับลา หรือ ไลเกอร์ (Liger) กับ ไทกอน (Tigon) ซึ่งเป็นลูกผสมของเสือและสิงโต (เป็นสัตว์ในสกุลแมวเหมือนกัน)

ลูกผสมยังเกิดขึ้นได้ระหว่างสัตว์ต่างสกุลแต่อยู่ในวงศ์ (family) เดียวกัน เช่น ลูกผสมระหว่างแกะกับแพะ แต่ถ้าหากเป็นลูกผสมในสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่างวงศ์กันก็จะเป็นเรื่องที่พบได้ยากอย่างยิ่ง และยิ่งถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตในต่างอันดับ (order) เดียวกันแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบ

อย่างไรก็ดี ลูกผสมเหล่านี้บางส่วนจะมีภาวะเป็นหมัน ไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ เนื่องจากเป็นกลไกทางธรรมชาติเพื่อไม่ให้สารพันธุกรรมระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันสามารถย้ายข้ามพันธุ์กันได้โดยง่าย เพราะต้องการที่จะยังคงความต่างของสิ่งมีชีวิตในแต่ละชนิดไว้นั่นเอง…

หมาจิ้งจอกแดง

Red Fox หมาจิ้งจอกแดง

หมาจิ้งจอกแดง red fox ชื่อวิทยาศาสตร์ Vulpes vulpes จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
อันดับสัตว์กินเนื้อ ซึ่งอยู่ในวงศ์สุนัข (Canidae) จัดได้ว่าเป็นหมาจิ้งจอกแท้ชนิดหนึ่ง

มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับหมาทั่วไปแต่มีขนาดเล็กกว่า ขนตามลำตัว มีสีเทาแดงหรือสีน้ำตาลแดง บางตัวอาจมีสีน้ำตาลส้ม สีขนบริเวณปลายหูและขามีสีดำ สีขนอาจมีเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ
กล่าวคือ สีขนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในช่วงที่มีอากาศมีความชื้นสูง พบทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปยุโรป, ตะวันออกกลาง, ปากีสถาน ภาคเหนือของอินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, ภาคเหนือของพม่า, จีน, ภาคเหนือของลาวและเวียดนาม

หมาจิ้งจอกแดง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่หลากหลายได้ นอกจากนี้จากการศึกษานานกว่า 40 ปี ของนักวิจัยพบว่า หมาจิ้งจอกแดงสามารถส่งเสียงร้องได้หลากหลายมากถึง 40 เสียง สำหรับการสื่อสารกันเอง, การหาคู่ หรือการสื่อสารกันเฉพาะในฝูงหรือครอบครัว

หมาจิ้งจอกแดง นับเป็นหมาจิ้งจอกชนิดที่มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางที่สุด และนับเป็นต้นแบบของหมาจิ้งจอกทั้งหมด
ดังนั้น จึงปรากฏในวัฒนธรรมและความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ มาแต่โบราณ โดยชาวตะวันตก หมาจิ้งจอกจะเป็นสัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์ และปรากฏในนิทานพื้นบ้าน และนิทานอีสปหลายเรื่อง อาทิ องุ่นเปรี้ยว, หมาหางด้วน และหมาจิ้งจอกกับสิงโต เป็นต้น สำหรับชาวเอเชียตะวันออก เช่น ชาวจีน หรือชาวญี่ปุ่น เชื่อว่า หมาจิ้งจอกแดงสามารถแปลงร่างเป็นปีศาจเพื่อหลอกลวงมนุษย์ได้ เช่น ปีศาจจิ้งจอก, ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นต้น
ขณะเดียวกันในศาสนาชินโตก็เชื่อว่า หมาจิ้งจอกแดงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าอินะริ ที่ถูกมอบหมายให้ลงมาบนโลกมนุษย์ เพื่อดลบันดาลให้เกิดความอุมสมบูรณ์ขึ้น ที่หน้าศาลเจ้าฟุชิมิ อินะริ ที่จังหวัดเกียวโต จึงมีรูปปั้นหมาจิ้งจอกแดงประดับอยู่ เสมือนเป็นยามหรือทวารบาลรักษาทางเข้า
โดยบางตัวจะคาบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสาสน์ อันหมายถึง เป็นตัวแทนหรือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า หรือบางตัวคาบรวงข้าว หมายถึง การเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์

 

แหล่งที่มา    wikipedia

ฮิปโปโปเตมัส

ฮิปโปโปเตมัส Hippopotamus

 

”  ฮิปโปโปเตมัส  ” เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างอ้วนกลมใหญ่เทอะทะเหมือนหมู มีจุดเด่น คือ มีส่วนหัวใหญ่และปากกว้างมาก ภายในปากมีเขี้ยวล่างยาวโค้งมาก ที่มีความยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร (1.3 ฟุต) และยาวได้มากที่สุด 50

เซนติเมตร (1.6 ฟุต) ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้และป้องกันตัว โดยเฉพาะในตัวผู้ที่มีความดุร้ายก้าวร้าว ผิวหนังหนามีต่อมเมือกเคลือบอยู่ ตัวมันเองเลยต้องอยู่ใต้น้ำตลอดเวลาเพื่อให้ผิวของมันชุ่มชื้น ไม่ยังงั้นผิวของ

มันจะแตก ลำตัวมีขนสั้นและน้อยมาก จมูก, หู และตาอยู่ตอนบนของหัว เพื่อสะดวกยามเมื่ออยู่ในน้ำ น้ำหนักตัวหนักมากได้ถึง 2–4 ตัน นับว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนบก รองจากช้างและ แรด เหงื่อของ ฮิปโป มีลักษณะเป็นเมือกสีแดงอ่อน คล้ายเลือดเคลือบอยู่เพื่อป้องกันแมลงและเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นตลอดเวลา ฮิปโป สามารถดำน้ำได้มากถึง 5 นาที

ฮิปโป กระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกา โดยพบได้ตั้งแต่ตอนใต้ของสะฮาราลงไป แม้จะเป็นสัตว์บก แต่ฮิปโป มักจะอาศัยอยู่ในน้ำในเวลากลางวัน โดยพบได้ทั้งแม่น้ำ, หนองน้ำ, ทะเลสาบ หรือปลักโคลน ว่ายน้ำและดำน้ำได้เก่งมาก สามารถเดินท่องไปในใต้น้ำ เป็นสัตว์ที่อยู่รวมเป็นฝูง ฮิปโป เป็นสัตว์ที่เมื่อถ่ายมูลแล้ว จะถ่ายออกมาเป็นจำนวนมากในน้ำ เมื่อถ่ายแล้วจะมีปลากินพืชจำพวกปลาตะเพียนหรือปลาหมอสีตามมากิน หรือแม้กระทั่ง

ตอดตามผิวหนังเพื่อกำจัดปรสิตให้ ฮิปโป เป็นสัตว์หากินในเวลากลางคืน โดยจะขึ้นจากน้ำมาหากินบนบก อาหารได้แก่ หญ้านานาชนิด รวมทั้งพืชน้ำ เช่น กกและอ้อ กินหญ้าโดยใช้ริมฝีปากที่แข็งงับแล้วดึงให้ขาดทั้งกอ โดยกินอาหารวันละประมาณ 40 กิโลกรัม ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดน้ำหนักและร่างกาย และมีระยะทางหากินไกลประมาณ 6 กิโลเมตรเขี้ยวของฮิปโป ยาวมากที่สุดถึง 50 เซนติเมตร เจ้าฮิปโปไม่ได้ใช้เขี้ยวสำหรับกินอาหารหรอกนะ มันใช้สำหรับการต่อสู้โดยเฉพาะ

ฮิปโป เป็นสัตว์ที่มีอุปนิสัยดุร้ายฉุนเฉียวมาก โดยเฉพาะในช่วงผสมพันธุ์ ตัวผู้จะสู้กันอย่างรุนแรง เมื่อตกใจหรือได้รับบาดเจ็บจะดุร้ายมาก หรือในวันที่อากาศร้อน ฮิปโป โดยเฉพาะตัวผู้จะดุร้าย และฮิปโป ที่เป็นแม่ลูกอ่อนจะมีอารมณ์ที่ค่อยข้างจะดุร้ายตลอดเวลาด้วยความหวงลูก ฮิปโป ยังเป็นสัตว์ที่อ้าปากได้กว้างที่สุดในโลกอีกด้วย ด้วยสามารถอ้าได้กว้างเกือบถึง 180 องศา[8] และยังเป็นสัตว์ที่มีแรงกัดของกรามมากที่สุดอีกชนิดหนึ่งใน

อาณาจักรสัตว์โลกทั้งหมดด้วย ด้วยมีแรงมากถึง 1,825 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นับว่าเป็นสัตว์ที่มีอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุดในทวีปแอฟริกา ชนิดที่มีมนุษย์ต้องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการโจมตีของ ฮิปโป มากกว่าปลาฉลามหรือจระเข้เสียอีก อีกทั้งสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ เช่น จระเข้เมื่อเผชิญหน้าต่อ ฮิปโป ก็ยังต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไป และยังมีรายงานว่าแม้กระทั่ง ฮิปโป ที่เป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์มาตั้งแต่ยังเล็ก ทำร้ายเจ้าของถึงกระทั่งเสียชีวิต

ฮิปโป ตัวผู้จะใช้หางปัดเวลาถ่ายมูลให้กระเด็นไปรอบ ๆ เพื่อบอกอาณาเขต ฮิปโป ผสมพันธุ์ได้ตลอดปีส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์กันในน้ำ ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ระยะเวลาตั้งท้องนาน 227–240 วัน (8 เดือน) ตัวเมียมีเต้านม 2 เต้า ลูก ฮิปโป ดูดนมในน้ำ หย่านมเมื่ออายุราว 4–8 เดือน ลูกฮิปโป อาจจะเกิดบนบกหรือในน้ำก็ได้ แรกเกิดมีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 ปอนด์ ตัวเมียเฉลี่ยจะออกลูกประมาณ 2 ปีต่อครั้ง อายุยืนเต็มที่ราว 60–70 ปี ฮิปโปวิ่งเร็ว

กว่า อูเซนต์ โบลท์(นักวิ่งที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก) อูเซนต์ โบลท์วิ่งได้เร็ว 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง ฮิปโปวิ่งได้เร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ฮิปโป ปัจจุบันจัดว่าเป็นสัตว์ที่หายากมากขึ้น ปัจจุบันฮิปโปแคระที่อาศัยอยู่ในอัฟริกาตะวันตก เหลือยู่เพียง 2,000 – 3,000 ตัว

แหล่งที่มา  th.wikipedia.org

โคอาลา

โคล่า Koala

”  โคอาลา  ” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง จำพวกพอสซั่ม (ไม่ใช่หมี) ตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้อง สำหรับให้ลูกอ่อนอาศัยอยู่

จากการที่มีลักษณะรูปร่าง หน้าตาคล้ายสัตว์ในตระกูลหมี ทำให้ส่วนใหญ่นิยมว่า “หมีโค-อาลา” หรือ “หมีต้นไม้” โค-อาลา

นับเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากพบหลักฐานเป็นฟอสซิลอายุนานกว่า 20 ล้านปีมาแล้ว ในออสเตรเลียตอนใต้ เป็นโค-อาล่าขนาดยักษ์
ใน ค.ศ. 1798 มีบันทึกครั้งแรกสุดที่พบโค-อาล่า ข้อมูลรายละเอียดของโค-อาลาเริ่มถูกตีพิมพ์ในซิดนีย์กาเซ็ตต์ ค.ศ. 1816 นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส

เดอ แบลงวิลล์ ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ ชื่อว่า Phascolarctos ซึ่งมาจากภาษากรีก โดยเกิดจากคำ 2 คำ รวมกัน คือคำว่า “กระเป๋าหน้าท้องของจิงโจ้”

และคำว่า “หมี” ต่อมานักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน โกลด์ฟัสส์ ได้ตั้งชื่อที่เฉพาะเจาะจงลงไปเป็น cinereus ซึ่งหมายถึง “สีขี้เถ้า”

ส่วนชื่อสามัญคำว่า “โค-อาล่า” มาจากภาษาอะบอริจินส์ มีความหมายว่า “ไม่กินน้ำ” เนื่องจากพฤติกรรมที่เป็นสัตว์ที่ไม่ดื่มน้ำเลย

เพราะได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอจากใบยูคาลิปตัสอยู่แล้ว

แหล่งที่มา sites.google

กวางป่าหรือกวางม้า

กวางป่า(กวางม้า)/Sambar Deer (Rusa unicolor)

กวางป่าหรือกวางม้า เป็นกวางขนาดใหญ่ กวางตัวผู้ใหญ่ที่สุดอาจหนักได้ถึง 546 กิโลกรัม

 

กวางป่าหรือกวางม้า  ส่วนใหญ่จะหนักประมาณ 162-260 กิโลกรัม ความสูงที่หัวไหล่ 102-160 เซนติเมตร ขนตามลำตัวหยาบ มีสีน้ำตาลอ่อน บริเวณใต้ท้องและขาสีซีด เมื่อตกใจจะกระดกหางขึ้นลง ตัวผู้มักใหญ่กว่าตัวเมียและมีขนบริเวณคอหนากว่า กวางป่าตัวผู้เท่านั้นที่มีเขา เขาแต่ละข้างมี 3 หรือ 4 กิ่ง ผิวของเขาจะขรุขระคล้ายผลมะระแต่ละเอียดกว่า ผลัดเขาทุกปี เขากวางอาจยาวได้ถึง 1 เมตร บริเวณใต้ลำคอจะมีแผลเหมือนโรคผิวหนังเป็นดวง เรียกว่า “เรื้อนกวาง”

กวางป่าพันธุ์อินเดียซึ่งอยู่ในอินเดียและศรีลังกามีขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือพันธุ์จีนใต้ กวางป่าพันธุ์สุมาตราและบอร์เนียว มีสัดส่วนของเขาเทียบกับร่างกายเล็กที่สุด กวางป่าพันธุ์ฟอร์โมซันเป็นพันธุ์ที่มีร่างกายเล็กที่สุด มีสัดส่วนของเขาเทียบกับร่างกายใกล้เคียงกับกวางป่าพันธุ์จีนใต้

กวางป่ามี 13 ชนิดย่อย ดังนี้
กวางป่ามีเขตกระจายพันธุ์อยู่ในในอินเดีย ปากีสถาน พม่า ไทย ศรีลังกา ฟิลิปินส์ จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา และชวา นอกจากนี้ยังมีประชากรบางส่วนที่เป็นสัตว์นำเข้าในออสเตรเลีย

นิวซีแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และเทกซัส ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย หรือตามพื้นที่เชิงเขาที่เป็นหลั่นไม่ชันนัก พบในป่าหลายประเภทหลายระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงภูเขาสูง ป่าบึง ป่าไม้แคระ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ มักพบว่ากวางป่าชอบป่าไม่ไกลจากแหล่งการเกษตรของมนุษย์ ในบางพื้นที่อาจมีการย้ายถิ่นตามฤดูกาล เช่นย้ายลงมาในที่ต่ำกว่าในฤดูร้อนซึ่งมีร่มไม้มากกว่าในฤดูหนาว

กวางป่าหากินตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ กินใบไม้ ผลไม้ หญ้า หัวพืช ยอดอ่อน ตอนกลางวันจะพักผ่อนอยู่ในป่าทึบ ว่ายน้ำเก่งและชอบแช่ปลัก ตัวผู้ทำสัญลักษณ์บอกอาณาเขตด้วยกลิ่นที่ผลิตจากต่อมกลิ่น

ฤดูผสมพันธุ์ของกวางป่าไม่แน่นอน แต่มักเกิดขึ้นราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนมกราคม ในฤดูผสมพันธุ์ กวางตัวผู้จะก้าวร้าวต่อตัวผู้ด้วยกันมากและหวงถิ่น ตัวเมียจะจับกลุ่มกันเป็นฝูงที่อาจมีสมาชิกมากถึง 8 ตัว ตัวผู้จะผสมพันธุ์กับตัวเมียได้หลายตัวในแต่ละฤดู

ตัวเมียตั้งท้องนาน 9 เดือน ออกลูกครั้งละตัว ลูกกวางแรกเกิดหนัก 10 กิโลกรัมและตื่นตัวมาก มีขนสีน้ำตาล มีจุดขาวทั่วตัว จุดขาวนี้จะจางลงจนหายไปหลังจากแรกเกิดไม่นาน กวางหนุ่มจะเริ่มมีเขาในปีแรกหรือปีที่สอง เขาในสองปีแรกจะมีขนาดเล็ก ต้องรอให้ถึงปีที่ 3 หรือ 4 จึงจะมีเขาที่สมบูรณ์ กวางสาวจะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ราว 2 ปี ลูกกวางจะอยู่กับแม่ราว 1-2 ปี กวางป่าในธรรมชาติมีอายุขัยราว 20 ปี ส่วนในแหล่งเพาะเลี้ยงอาจอยู่ได้กว่า 26 ปี

ปัจจุบันประชากรของกวางป่ายังมีอยู่มาก ในอินเดียคาดว่ามีอยู่ราว 50,000 ตัว ไอยูซีเอ็นประเมินว่าอยู่ในระดับ เสี่ยงสูญพันธุ์ (VU) ไซเตสยังไม่จัดประเภทการคุ้มครอง ในเมืองไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง

 

แหล่งที่มา  verdantplanet

สลอธ

สลอธ สัตว์ที่เชื่องช้าที่สุดในโลก

สลอธ สัตว์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลกบนเส้นทางชีวิตสโลว์ไลฟ์ สัตว์เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลกกัน

สลอธเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับตัวนิ่มและนางอาย มีถิ่นกำเนิดบริเวณทวีปอเมริกาเหนือ แต่ปัจจุบันพบมากในป่าฝนร้อนชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบประมาณ 2 สายพันธุ์ หลัก

คือ สลอธ 2 นิ้วและสลอธ 3 นิ้ว ที่ตอนนี้จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

ลักษณะ

มีขนาดตัวเท่ากับสุนัขขนาดกลาง โดยมีขนาดตัว 23 นิ้ว หนักประมาณ 4 กิโลกรัม ลำตัวปกคลุมด้วยขนสีเทาแกมน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อน ภายในร่างกายมีมัดกล้ามเนื้อเพียง 25% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในหน้าหนาวพวกมันจึงไม่สามารถทนต่อความหนาวได้มากนัก แม้จะเป็นสัตว์ที่ดูอ่อนแอแต่กรงเล็บของสลอธกลับแข็งแรงมาก เพราะมีความยาว 3-4 นิ้ว จึงทำให้สามารถห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ได้แบบสบาย ๆ แต่จะเป็นอุปสรรคเมื่อพวกมันลงมาที่พื้นดิน เลยทำให้กลายเป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลก โดยใน 1 ชั่วโมงมันจะเคลื่อนที่ได้แค่ 4.82 เมตรเท่านั้น

ความเป็นอยู่

จะชอบห้อยตัวอยู่บนต้นไม้สูง ๆ และทำกิจกรรมทุกอย่างบนต้นไม้ ไม่ว่าจะกิน นอน ผสมพันธุ์ หรือแม้กระทั่งเมื่อพวกมันตายก็ยังจะห้อยโหนอยู่บนต้นไม้อยู่ พวกมันจะลงมาเมื่อต้องขับถ่ายและเมื่อต้องลงไปในน้ำเท่านั้น

มันเป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยเข้าสังคม เพราะพวกมันใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการนอน โดยจะใช้เวลานอน 15-20 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการเข้าสังคมที่แปลกประหลาด เพราะการเข้าสังคมของตัวสลอธนั้นคือการที่พวกมันนอนอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกันเท่านั้น
การผสมพันธุ์ มันจะผสมพันธุ์และคลอดลูกบนต้นไม้ พวกมันมีลูกแค่ครั้งละตัวเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ ตัวเมียจะตั้งครรภ์ 5-6 เดือน ในขณะที่สลอธบางชนิดมีระยะเวลาการตั้งครรภ์ยาวนานถึง 11 เดือนครึ่ง เช่น สลอธฮอฟฟ์แมน 2 นิ้ว โดยหลังจากที่ลูกสลอธลืมตาดูโลกก็จะเกาะติดกับแม่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ บางตัวถึงแม้จะเลิกเกาะตัวของแม่และดูแลตัวเองได้แล้ว แต่ก็ยังอาศัยอยู่กับแม่ถึง 4 ปี
พวกมัน กินใบไม้ ผลไม้ เป็นอาหาร ส่วนน้ำ จะได้มาจากพืชชุ่มน้ำ ใบไม้ที่หนา แข็ง และยากต่อการย่อย กระเพาะของตัวสลอธจะแบ่งเป็น 4 ส่วนทำหน้าที่ย่อยอาหารช้า ๆ ด้วยแบคทีเรีย โดยในหนึ่งมื้อพวกมันต้องใช้เวลาในการย่อยถึง 1 เดือน แต่ใบไม้ที่ตัวสลอธชอบกินไม่ค่อยมีสารอาหารเท่าไร ดังนั้นแล้วพวกมันจึงไม่ค่อยได้รับพลังงานจากการกินอาหาร และนี่อาจเป็นเหตุที่ทำให้พวกมันเคลื่อนที่ช้าก็เป็นได้

 

แหล่งที่มา   kapook